วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2564

กรมคุ้มครองสิทธิฯ เฟ้นหาองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน เป็นผู้นำกระตุ้นโดยไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อประโยชน์ของประชาชน

 



กรมคุ้มครองสิทธิฯ เฟ้นหาองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน เป็นผู้นำกระตุ้นให้องค์กรภาครัฐ-รัฐวิสาหกิจ-ธุรกิจ-วิสาหกิจเพื่อสังคม-ภาคประชาสังคม มุ่งเน้นขับเคลื่อนงานด้วยหลักสิทธิมนุษยชน ไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อประโยชน์ของประชาชน

นายเรืองศักดิ์ สุวารี อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เปิดเผยว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ต้องการกระตุ้นให้องค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ธุรกิจ วิสาหกิจเพื่อสังคม และภาคประชาสังคม ได้ตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์ในการนำมิติสิทธิมนุษยชนมาเป็นพื้นฐานในการบริหารจัดการในองค์กร โดยกระทรวงยุติธรรม กรมคุ้มครองสิทธิฯจึงได้ดำเนินโครงการองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อช่วยให้ทุกองค์กรปฏิบัติงานโดยไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และลดความเสี่ยงหรือข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งประชาชนจะได้ประโยชน์จากการปฏิบัติงานขององค์กรที่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เคารพสิทธิมนุษยชน และไม่เลือกปฏิบัติ รวมถึงองค์กรที่เข้าร่วมโครงการฯ ยังสามารถเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งในการขับเคลื่อนงานด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยได้อีกด้วย

นายเรืองศักดิ์ เผยอีกว่า ปีนี้เป็นปีที่ 3 ของการจัดโครงการฯดังกล่าว มีองค์กรต่าง ๆ ให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 75 องค์กร และมีองค์กรที่ผ่านการพิจารณาหลักฐานทางเอกสาร 62 องค์กร ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจประเมินองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ขั้น Site Visit Review รูปแบบ ออนไลน์ เพื่อเสนอ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พิจารณามอบรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2564 แก่องค์กรที่ผ่านการตรวจประเมิน รวมทั้งเป็นผู้นำในการขยายผลต่อยอดการบริหารองค์กรในการเคารพสิทธิมนุษยชนแก่องค์กรอื่น ๆ ต่อไป








วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2564

‘เดทตอล’ ห่วงใยคนไทยสู้วิกฤตโควิด-19 มอบส่วนลด 100 บาทฟรี! แค่โชว์ใบจองหรือรับการฉีดวัคซีน

 


จากสถานการณ์โควิด-19 ที่รุนแรงขึ้น เดทตอลขอส่งความห่วงใยเพื่อช่วยเหลือพี่น้องคนไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้  หลักฐานการจองหรือฉีดวัคซีนโควิด-19 สามารถซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลสุขอนามัยและฆ่าเชื้อของเดทตอลทุกชนิด ผ่านทาง Dettol Official Store ร้านค้าทางการของเดทตอล บน Lazada และ Shopee เริ่มตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายน 2564




นายโรหิต จินดัล ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร บริษัท เรกคิทท์ เบนคีเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้นำผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคระดับโลกแบรนด์ เดทตอลกล่าวว่า เดทตอลมีเจตนารมณ์ให้ทุกคนมีสุขอนามัยห่างไกลโรค ด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดฆ่าเชื้อที่มีคุณภาพ และสนับสนุนคนไทยเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 สร้างภูมิคุ้มกันอย่างต่อเนื่อง จึงจัดแคมเปญดีๆ ยิ้มได้ ปกป้องไปด้วยกัน...เพิ่มพลังการปกป้องก่อน-หลังฉีดวัคซีนเพียงท่านแสดงหลักฐานการจองหรือฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้วผ่านทาง Facebook Dettol Thailand รับโค้ดส่วนลดพิเศษ 100 บาท เพื่อซื้อผลิตภัณฑ์เดทตอลทุกชนิดจาก Dettol Official Store ผ่านทาง Lazada และ Shopee อาทิ เจลล้างมือ น้ำยาฆ่าเชื้อ สเปรย์ทำความสะอาดพื้นผิว ฯลฯ ช่วยเพิ่มความอุ่นใจในช่วงที่ยังมีการล็อคดาวน์และ Work from home ในช่วงเวลานี้

 

สำหรับขั้นตอนในการสมัครเพื่อขอรับคูปองส่วนลดแคมเปญโปรโมชั่น “ยิ้มได้ ปกป้องไปด้วยกัน...เพิ่มพลังการปกป้องก่อน-หลังฉีดวัคซีน ง่ายๆ เพียง

1. เข้าไปที่อินบ็อกซ์ Dettol Thailand ทาง (m.me/DettolThai)

2. กดเลือกร่วมแคมเปญ ยิ้มได้ ปกป้องไปด้วยกันเลือก รับคูปองไปใช้ที่ Shopee” หรือ รับคูปองไปใช้ที่ Lazada” ผู้เข้าร่วมสามารถเลือกได้หนึ่งตัวเลือกเท่านั้น

3. ส่งหลักฐานการจองหรือฉีดวัคซีนโควิด-19

4. ผู้เข้าร่วมจะได้รับคูปองส่วนลดหลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบหลักฐานแล้ว

 

 ทั้งนี้ ผู้ร่วมแคมเปญสามารถใช้คูปองส่วนลด 100 บาท เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์เดทตอลที่ร่วมรายการครบ 500 บาท ต่อ 1 คำสั่งซื้อ และโค้ดส่วนลดที่ใช้ไปแล้วจะไม่สามารถใช้ซ้ำได้อีก โปรโมชั่นดีๆ ยิ้มได้ ปกป้องไปด้วยกันฯ เริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2564 – 30 กันยายน 2564 โดยผู้สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมและติดตามเรื่องราวสร้างสุขอนามัยในช่วงโควิด-19 ดีๆ ได้ทาง Facebook DettolThai หรือคลิก https://www.facebook.com/DettolThai/posts/4305320396198541

 

 


บางจากฯ ร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ช่วยชาวสวนมังคุดภาคใต้

 


บางจากฯ ร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ช่วยชาวสวนมังคุดภาคใต้เพื่อช่วยรองรับผลผลิตที่กำลังล้นตลาด โดยรับซื้อมังคุดจากชาวสวนภาคใต้ เพื่อนำมาสมนาคุณลูกค้า เมื่อเติมน้ำมันทุกชนิดทุกยอดการเติมรับฟรีทันทีมังคุดสดๆ จากสวนครึ่งกิโลกรัม ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากในเขตกรุงเทพฯ ที่ร่วมรายการ ระหว่างวันที่ 9 -13 สิงหาคม 2564 หรือจนกว่าของจะหมด

ทั้งนี้ผลผลิตมังคุดภาคใต้ออกมาพร้อมกันจำนวนมากตามฤดูกาลในขณะที่มีตลาดรับซื้อน้อยลงเนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19   บางจากฯ  ซึ่งร่วมมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์มาโดยตลอดจึงได้เข้ารับซื้อมังคุดเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวสวนมังคุดภาคใต้ 


วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2564

บริษัทเซอร์รี่ เมดิคอล ไซแอนซ์ รีเซิร์ช จำกัด เปิดตัวสินค้านวัตกรรมใหม่ยาสมุนไพร “Light Water” ส่งจำหน่ายประเทศญี่ปุ่น

 



     หมอแมว ธัญญารัตน์ อารีชม ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมุนไพร  และ หมอปิงปอง ปทุมมาวดี กระชอนสุข  แพทย์แผนไทยประจำ บริษัทเซอรี่ เมดิคอล ไซแอนซ์ รีเซิร์ช จำกัด ได้มอบหมายจากบริษัทฯ ให้ออกมาเปิดตัวผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร ภายใต้แบรนด์ “Light Water” ทั้ง 3 ชนิด อันได้แก่

 ยาจันทูลา (YA CHANTAULA)

 ชูโย (SUYO)

 โนโตะ (NOTO)

โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ใช้นวัตกรรม อันทันสมัยในการผลิต คือใช้การสกัด ถึง 3 ครั้ง เพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพ ในการดูดซึมซับของร่างกาย ซึ่งทำให้ เกิดประสิทธิผล ต่อกระบวนการรักษา อย่างรวดเร็ว เข้มข้น สัมฤทธิ์ผล ตามนโยบายของบริษัท

ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ยังไม่ได้วางจำหน่ายในประเทศไทย ตลาด 100% ขณะนี้ เป็นการส่งออก ไปประเทศญี่ปุ่น ในการ รักษาแบบทางเลือกของโรงพยาบาลชื่อดังหลายแห่ง เช่นเดียวกันทางบริษัทเล็งเห็น ถึง การสาธารณสุข และอนามัย ของพี่น้องประชาชนชาวไทยจึงได้ร่วมมือกับ โรงพยาบาลปริ๊น ถนนบางนาตราด ในการใช้ผลิตภัณฑ์ ยาสมุนไพรของบริษัททั้ง 3 ชนิด ให้กับผู้ป่วยที่ประสบปัญหา โรคปอด โรคเบาหวาน โรคตับ โรคมะเร็ง ผู้ป่วย HIV  ทั้งนี้ ทางบริษัทได้เซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการในการรักษาผู้ป่วยโรคดังกล่าวแบบบูรณาการในลักษณะของแพทย์ทางเลือกให้กับผู้ป่วยที่ไม่ประสงค์จะใช้ยาเคมีปฏิชีวนะทั้งหลาย

 


ทางบริษัท ขอให้ความมั่นใจว่า จะผลิต ยาสมุนไพรด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์หรือตัวยา ที่มีคุณค่ากับพี่น้องประชาชน ที่เจ็บป่วยอย่างมากที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานการณ์ปัจจุบันเกิดโรคระบาดโควิด-19 ซึ่งหากขั้นวิกฤตเชื้อลงปอดจะเป็นอันตรายถึงชีวิต ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีส่วนช่วยในการบำรุงรักษาอวัยวะภายในเช่นปอดดังกล่าวข้างต้น

 

ทั้งนี้มี case study แล้ว 2 รายที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทควบคู่กับการรักษาแผนปัจจุบันจนได้ออกจากโรงพยาบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ทางผู้บริหารระดับสูงของบริษัทยังได้แจ้งผ่านคุณหมอทั้งสองท่านว่ากำลังอยู่ระหว่างหารือกับทางกรมราชทัณฑ์ว่าจะขอใช้ผลิตภัณฑ์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาทางเลือกให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำ ทั้งนี้หากมีความคืบหน้าอย่างไรจะรายงานให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง

 



วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

รณรงค์ “ฉีดวัคซีนทั่วโลก” เพื่อหยุดโควิด-19 เรียกร้องกลุ่มประเทศร่ำรวยเพิ่มงบสนับสนุน-เสนอให้ยกเลิกสิทธิบัตรชั่วคราว-เร่งกำลังผลิตให้ประชาชนโลกกว่า 7,500 ล้านคนได้รับวัคซีนอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง ภายใต้โครงการ VOW: Vaccinate Our World โดย AHF

 


          จากการแพร่ระบาดใหญ่ของไวรัส โควิด-19 ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 150 ล้านคนทั่วโลก มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 3 ล้านคน ก่อให้เกิดวิกฤตทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจลุกลามไปทุกมุมโลก มูลนิธิเอดส์ เฮลท์ แคร์ (AHF) เชิญชวนชาวไทยและประชาคมโลกร่วมมือกันในโครงการ ฉีดวัคซีนให้โลก (VOW: Vaccinate Our World) ช่วยกันส่งเสียงเรียกร้องให้กลุ่มประเทศร่ำรวย โดยเฉพาะกลุ่ม G20 และ สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ เพิ่มงบประมาณสนับสนุน และขอให้บริษัทยายกเลิกหรือระงับสิทธิบัตรวัคซีนโควิด-19 เป็นการชั่วคราว พร้อมเร่งกำลังการผลิตเพื่อให้ประชาชนโลกกว่า 7,500 ล้านคนได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกันทั้งโลก เพราะนี่เป็นหนทางเดียวที่จะยุติการแพร่ระบาดของมหันตภัยจากไวรัสครั้งนี้ได้ ทั้งนี้ AHF จะทำการรณรงค์พร้อมกันในเมืองเอกของทุกทวีปทั่วโลก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, โจฮันเนสเบิร์ก, ลอนดอน, เซาเปาโล และ กรุงวอชิงตัน ดีซี




         นายแพทย์ สรัท ชิม ผู้อำนวยการระดับภูมิภาคเอเชีย มูลนิธิเอดส์ เฮลท์ แคร์ กล่าวว่า แม้สถานการณ์ของ โควิด-19 ในประเทศร่ำรวยบางประเทศจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ประเทศที่ยากจนหรือมีรายได้ปานกลางส่วนใหญ่ยังต้องเผชิญกับความยากลำบากในการรับมือกับการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 เช่น ประเทศอินเดีย ที่ตกอยู่ในสภาวะวิกฤตหลังจากพบผู้ติดเชื้อรายใหม่กว่า 300,000 คนต่อวัน ต่อเนื่องกันเป็นสัปดาห์ เช่นเดียวกับยอดผู้เสียชีวิตที่ทะลุ 200,000 รายไปแล้ว

“เราเห็นว่าหนทางเดียวที่จะระงับยับยั้งวิกฤตครั้งนี้คือการทำให้คนทั่วโลกได้รับวัคซีนอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง เพราะจากข้อมูลจะพบว่าวัคซีนกว่า 700 ล้านโดสที่ผลิตขึ้นมา 87 เปอร์เซ็นต์ถูกจัดส่งไปยังประเทศที่มีฐานะร่ำรวยหรือค่อนข้างรวย มีเพียง 0.2 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นที่ไปถึงยังประเทศที่ยากจน ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนจะต้องร่วมกันลุกขึ้นมาเรียกร้องให้ประเทศที่ร่ำรวย ตลอดจนธนาคารโลกและสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ทั้งหลายช่วยกันบริจาคให้มากขึ้น และในสภาวะฉุกเฉินเช่นนี้ควรให้มีการยกเลิกหรือระงับการใช้สิทธิบัตรวัคซีนโควิด-19 เป็นการชั่วคราว และขอให้โรงงานเร่งกำลังการผลิตให้มากที่สุด เพื่อให้ทันต่อการแพร่ระบาดและให้ผู้คนกว่า 7,500 ล้านคนทั่วโลกได้รับวัคซีน เพราะนี่เป็นวิธีเดียวที่เราทุกคนจะปลอดภัย” นายแพทย์ สรัท ชิม กล่าว

          ในส่วนสถานการณ์ของประเทศไทย นายแพทย์โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุขและกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข กล่าวว่า “ขณะนี้แผนการจัดหาวัคซีนเป็นไปตามที่วางแผนไว้แล้ว ณ วันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมาเราได้ฉีดวัคซีนให้ประชาชนไปแล้วกว่า 2 ล้านโดส โดยเน้นที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่อยู่ด่านหน้า เป้าหมายของเราคือการฉีดให้ครอบคลุมอย่างน้อย 70% ของประชากรทั่วประเทศภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งอาศัยงบประมาณจากระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลราชการ กองทุนประกันสังคม และระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” นายแพทย์โสภณ ยังกล่าวอีกว่า “ความร่วมมือทั้งระบบภาครัฐและสังคมจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะหยุดยั้งการแพร่ระบาดครั้งนี้”

          ขณะที่ นายแพทย์นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวย้ำถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีนว่า ปัจจุบันมีข้อมูลส่งต่อไปมากมายในโซเชียลมีเดีย อ้างถึงผลข้างเคียงของวัคซีนทำให้หลายคนเกิดความกังวลไม่กล้ามารับการฉีด ขอยืนยันว่า การฉีดวัคซีนนั้นดีกว่าไม่ฉีดแน่นอน เพราะจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและลดความรุนแรงหากติดเชื้อ “แม้การรับวัคซีนจะเป็นไปตามความสมัครใจ แต่อยากให้ทุกคนถือเป็นหน้าที่รับวัคซีนเพื่อให้มีภูมิคุ้มกันเพียงพอและปิดจบการระบาดให้เร็ว” ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ยืนยัน และยังระบุว่า ประเทศไทยสั่งจองวัคซีนไว้ทั้งสิ้น 63 ล้านโดส จะเร่งฉีดให้ครบทั้งหมดภายในสิ้นปี 2564 ขณะเดียวกันก็ได้พิจารณาการจัดหาวัคซีนทางเลือกเอาไว้ด้วย

          ด้าน นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวถึงประเด็นความสำคัญของการยกเลิกหรือระงับสิทธิบัตรวัคซีนหรือยาต้านไวรัสว่า การแก้ปัญหาโรคโควิด-19 ต้องตั้งเป้าหมาย 2 ประการ 1.การป้องกัน-เพื่อลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ ซึ่งต้องใช้วัคซีน 2.การรักษา-เพื่อลดอัตราการเสียชีวิต ต้องใช้ยาต้านไวรัส ซึ่งต้องอาศัยการบริหารจัดการที่เป็นระบบ โดยระบบสิทธิบัตรจะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงการป้องกันและรักษา คือทั้งวัคซีนและยา ซึ่งผู้กำหนดนโยบายจะต้องเข้าใจและต้องทบทวนว่ามีกฎระเบียบใดที่เกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดอุปสรรคในการเข้าถึงวัคซีนและยาหรือไม่ แล้วต้องแก้ไขโดยเร็ว

“ทั่วโลกจะต้องให้ความสำคัญกับระบบทรัพย์สินทางปัญญา ต้องไม่ปล่อยให้มันมาเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงการป้องกันและรักษาพยาบาลของประชาชน ยาและวัคซีนไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย แต่เป็นปัจจัย 4 เป็นสินค้าเชิงคุณธรรมที่มีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ ดังนั้นผู้กำหนดนโยบายจะต้องมีความกล้าหาญพอที่จะยกเลิกคำขอสิทธิบัตร หรือต้องประกาศทำ CL ยา (การบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตรยา) กรณีที่มีการจดสิทธิบัตรไว้แล้ว เพื่อทำให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงยาและวัคซีนได้อย่างเท่าเทียมกันและยั่งยืน” ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทยกล่าวย้ำ

          ส่วนด้านพิธีกร-นักร้องชื่อดัง แมทธิว ดีน ซึ่งผ่านประสบการณ์เฉียดตายจากการติดเชื้อโควิด-19 พร้อมภรรยาสาว ลิเดีย ศรัณย์รัชต์ เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว เล่าว่า หลังจากที่ทราบผลว่าติดเชื้อก็เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลทันที โดยต้องรักษาอยู่นานกว่า 1 เดือน ความเจ็บปวดทรมานจากการรักษาไม่เท่ากับความทรมานใจจากความกังวลว่าจะเอาเชื้อไปติดคนในครอบครัวในช่วงแรกที่รู้ผลตรวจ ขณะเดียวกันระหว่างที่รักษาตัวก็ต้องห่างจากครอบครัว จากคนที่เรารัก อยากจะกอดก็ทำไม่ได้ จึงอยากฝากถึงทุกคนว่าขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำที่ให้สวมหน้ากากและล้างมือทุกครั้งก่อนจะสัมผัสทุกส่วนของใบหน้า รวมทั้งหากไม่จำเป็นให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะที่มีคนหนาแน่น ไม่ได้จะให้ทุกคนหวาดกลัว แต่ขอให้ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ไม่ประมาท และการ์ดอย่าตก ทั้งนี้เขาถือเป็นดาราคนแรกที่ออกมากระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงอันตรายของ โควิด-19 และให้ใช้ชีวิตอยู่บนความไม่ประมาท




หากท่านต้องการทราบว่าทำไมการยกเว้นหรือระงับสิทธิบัตรเป็นการชั่วคราวจึงสำคัญ โปรดศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:

  1. ประธานาธิบดีโจ ไบเดน จะรักษาสัญญาที่ให้ไว้ในการประชุมองค์การการค้าโลกในวันที่ 5 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ได้หรือไม่?: https://www.youtube.com/watch?v=6YgpHdCjIrQ

2. Jeffrey D. Sachs, ผู้อำนวยการศูนย์การพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และ ประธานเครือข่ายการพัฒนาที่ยั่งยืน เรียกร้องให้มีการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อประโยชน์ของประชาคมโลก โดยเฉพาะในห้วงวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 มากกว่าที่จะเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น:https://www.project-syndicate.org/commentary/covid19-intellectual-property-waiver-is-a-moral-imperative-by-jeffrey-d-sachs-2021-04.




ท่านสามารถร่วมเป็นหนึ่งพลังเสียงช่วยดับวิกฤตโควิด-19 กับ VOW ได้ และติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่องได้ที่ VaccinateOurWorld.org และช่วยกันเผยแพร่โครงการ VOW ด้วยการทวีตและโพสต์ภาพหรือข้อความลงในช่องทางโซเชียลมีเดีย ทั้งทาง เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ หรือ Tiktok แล้วติดแฮชแท็ก #VaccinateOurWorld #VOWnow #AHFThailand เราจะยุติการแพร่ระบาดของมหันตภัยครั้งนี้ด้วยกัน

Note to Editor: มูลนิธิเอดส์ เฮลท์ แคร์ (AHF) เป็นองค์กรที่ทำงานด้านเอดส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันให้บริการการรักษาพยาบาลที่ทันสมัยแก่ผู้คนมากกว่า 1.5 ล้านคน ใน 45 ประเทศทั่วโลก ทั้งในสหรัฐอมเริกา, แอฟริกา, ละตินอเมริกา/แคริเบียน, ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค และยุโรป หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ AFH กรุณาเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ www.aidshealth.org  หรือ เฟซบุ๊กเพจ www.facebook.com/aidshealth และสามารถติดตามเราได้ทางทวิตเตอร์ @aidshealthcare และอินสตาแกรม @aidshealthcare




วันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

“โรคหืด” อัตราการสูญเสียมากกว่าโควิด - 19”

 


เนื่องใน “วันโรคหืดโลก : World Asthma Day 2021” ซึ่งองค์การอนามัยโลก(WHO) และองค์การหืดโลก กำหนดให้ปีนี้ตรงกับวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ปลดล็อคความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคหืด : Uncovering Asthma Misconception”

 ศ.ดร. พญ.อรพรรณ โพชนุกูล นายกสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย(TAC) จึงใช้โอกาสนี้รณรงค์ย้ำเตือนให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคหืด และการดูแลตัวเอง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิต

 ปัจจุบันพบว่าอัตราการป่วยของผู้ป่วยโรคหืดลดลง แต่อัตราการตายจากอาการร่วมของโรคหืดกลับเพิ่มขึ้น เห็นได้จากข้อมูลของ worldlifeexpectancy.com  พบคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคหืดวันละ 8-9 ราย คิดเป็น 3,142 รายต่อปี คิดเป็น 3.42 ต่อประชากร 1 แสนคน  ซึ่งผู้ใหญ่จะเสียชีวิตมากกว่าเด็กประมาณ 5 เท่า

 สาเหตุส่วนใหญ่ คือ ไม่ได้พ่นยาป้องกันหอบต่อเนื่อง และเวลามีอาการกำเริบก็จะพ่นยาไม่ทัน/ไม่ถูกวิธี เนื่องจากผู้ป่วยหรือผู้ดูแลขาดความรู้ความเข้าใจและการปฏิบัติที่ถูกต้องเมื่อมีอาการ ดังนั้น ทางสมาคมฯ จึงมีหน้าที่ให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง และสร้างความเข้าใจเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย




ศ.ดรพญ.อรพรรณ โพชนุกูล 
นายกสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย(TAC)


 ‘โรคหืด’ เป็นโรคเรื้อรังไม่ติดต่อ และสามารถรักษาให้หายได้ แต่เป็นอันตรายต่อชีวิตสูงหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เป็นโรคที่เกิดจากภาวะหลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้นมากผิดปกติ ทั้งจากการติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ทำให้กล้ามเนื้อเรียบของหลอดลมหดเกร็ง ตีบแคบเป็นพักๆ ทำให้เกิดอาการเหนื่อย หายใจลำบากตามมา

 ปัจจัยแวดล้อมเกิดขึ้นได้ทั้งจากทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมของผู้ป่วย หากครอบครัวมีประวัติหรือผู้ป่วยมีภาวะโรคพบร่วม อย่างภาวะนอนกรนจนอุดกั้นทางเดินหายใจ โรคอ้วน และอาการภูมิแพ้ รวมถึงสิ่งกระตุ้นให้อาการหอบกำเริบ เช่น ฝุ่นละอองในอากาศ PM 2.5 ฝุ่นละอองตามบ้านเรือน ควันบุหรี่ ขนสัตว์/สัตว์ เชื้อรา ละอองเกสรดอกไม้ สารเคมี เป็นต้น ล้วนเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหืดได้

 “การรักษาผู้ป่วยโรคหืดไม่ใช่รักษาเฉพาะโรคหืดอย่างเดียว แต่จะรักษาโรคร่วม เช่น แพ้อากาศ ไซนัส ไอเรื้อรัง ภาวะนอนกรน กรดไหลย้อน ภาวะอ้วน ทำให้โรคหอบหืดคุมอาการยาก”

 ขณะที่ คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าเป็นโรคหืดเป็นอาการเรื้อรัง รักษาไม่หาย ทำให้ขาดความสม่ำเสมอในการใช้ยา ซึ่งปกติคนไข้จะมียาติดตัว 2 ประเภท คือ

 1.ยาควบคุม สำหรับใช้ระยะยาว ช่วยให้รักษาหาย

 2.ยาฉุกเฉิน ใช้ในกรณีที่มีอาการหอบกำเริบ ช่วยขยายหลอดลม

 แต่ในความเป็นจริง ‘โรคหืด’ สามารถรักษาหาย ยิ่งรักษาเร็วและต่อเนื่องยิ่งมีโอกาสหายสูง โดยในเด็กมีโอกาสหายมากกว่าร้อยละ 50 ส่วนผู้ใหญ่และผู้สูงวัยถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีอาการรุนแรงกว่าเด็กและพ่นยาได้ยากกว่า เพราะบางคนชินกับอาการจนไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคหืด

 ที่สำคัญการรักษาด้วยการใช้ยาสเตียรอยด์สูดพ่นต้องสม่ำเสมอเป็นประจำไม่ว่าจะแสดงอาการหรือไม่แสดงก็ตาม และต้องสามารถปรับลด/เพิ่มขนาดของยาตามผลการรักษาโรคได้เหมือนโรคเรื้อรังทั่วไป เช่น เบาหวาน ความดัน ไม่แนะนำให้หยุดยารักษาโรคหืดด้วยตัวเอง เพราะจะทำให้อาการกำเริบได้

 โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาหรือโควิด-19 หลายคนเกิดคำถามว่า โรคหืดจะเพิ่มความเสี่ยงในการติดโควิด-19 หรือไม่ คำตอบคือ ไม่

 เพราะผลการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่า คนปกติกับผู้ป่วยโรคหืดมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโควิด-19 ไม่แตกต่างกัน แต่หากผู้ป่วยโรคหืดได้รับเชื้อโควิด-19 อาจมีภาวะปอดอักเสบรุนแรงมากกว่า กลับกันการใช้ยาสเตียรอยด์สูดพ่นในผู้ป่วยโรคหืดเป็นประจำยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 แบบรุนแรง หากแต่เมื่อเป็นโรคหืดแล้ว อัตราการสูญเสียทั้งชีวิต ซึ่งจากสถิติในประเทศไทยมีถึง 7,000 คนต่อปี และคุณภาพชีวิตที่ผู้ป่วยต้องใช้เวลารักษาตัว ทำให้สูญเสียโอกาสในการดำเนินชีวิตกรณีที่ป่วยเป็นระยะยาวนาน จากอาการเรื้อรังของโรคมีมากกว่า

 ความเข้าใจผิดอีกประการ คือ ผู้ป่วยโรคหืดไม่ควร/ไม่สามารถออกกำลังกายได้...ไม่เป็นความจริงทั้งหมด เพราะโรคหืดอาจแย่ลงในผู้ป่วยบางรายหลังออกกำลังกาย แต่ความจริง คือ การออกกำลังกายที่เหมาะสมช่วยให้อาการหอบหืดดีขึ้น เป็นเป้าหมายในการรักษาให้คนไข้หายจากอาการป่วยและสามารถออกแรงได้เหมือนคนปกติทั่วไป

 สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย (TAC) จึงมีความพยายามอย่างยิ่งในการสร้างแนวทางการรักษาโรคหืดให้เป็นมาตรฐาน สำหรับแพทย์เฉพาะทางและแพทย์ทั่วไปใช้ในการดูแลคนไข้โรคหืดได้อย่างเท่าทันด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัยเหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการมาก/น้อยแตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละประเทศ

 ไม่ว่าจะเป็นการจัดอบรมบุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่ออัพเดตข้อมูลแนวทางการรักษาใหม่ในระดับสากล รวมถึงการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อวิเคราะห์แยกแยะปัญหา จำแนกปัจจัยความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบให้มีผู้เป็นโรคหืดเพิ่มขึ้น เช่น ระดับความยากจนส่งผลต่อสภาพการใช้ชีวิตและอาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหืด

 การปรับตัวในการให้ความรู้ผ่านระบบ E-Learning และส่งข้อมูลไปยังสมาชิกทั่วโลกได้นำไปวิเคราะห์ วิจัยและพัฒนาจนตกผลึกเป็นแนวทางการรักษาผู้ป่วยโรคหืดที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน

นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังสนับสนุนให้มีการขยายเครือข่ายการดำเนินงานของคลินิกโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังแบบง่ายในโรงพยาบาลทั่วประเทศที่ไม่มีแพทย์เฉพาะทาง

 ส่งเสริมให้มีสถานบริการสาธารณสุขโรคหืดทั้งในระดับโรงพยาบาลศูนย์ในภูมิภาคทั่วประเทศ โรงพยาบาลทั่วไป จนถึงโรงพยาบาลชุมชน ให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงการรักษา เข้าถึงยาอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 ทางสมาคมฯ ยังยืนหยัดตั้งมั่นกำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นรูปธรรมและใช้ได้จริง ผลักดันระดับนโยบายที่ได้รับการผลักดันต่อเนื่อง ให้คนเข้าถึงบริการที่เท่าเทียมกัน

 เพื่อให้ทุกคนตื่นรู้ถึงภัยของโรคหืด แต่ไม่ตื่นกลัว เพราะโรคหืดไม่ใช่โรคที่น่ากลัว หากรู้จักสังเกต ดูแลและรับประทานยาในการรักษาอย่างถูกต้องเป็นประจำสม่ำเสมอก็สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดี หายขาดจากโรคได้

 


รศ. นพ. ธีระศักดิ์ แก้วอมตวงศ์ 

เลขาธิการสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย (TAC)


นอกจากนี้ รศ. นพ. ธีระศักดิ์ แก้วอมตวงศ์ เลขาธิการสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย (TAC) ได้กล่าวเสริมว่า เนื่องในโอกาสวันโรคหืดโลก หรือ World Asthma Day ถือได้ว่าเป็นระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษที่มีการจัดตั้งวันหืดโลกในปี 2541 ภายใต้ความร่วมมือของกลุ่มทำงานทางด้านสาธารณสุข เพื่อพัฒนาการดูแลรักษาโรคหืดให้เกิดมาตรฐานเท่าเทียมกันทั่วโลก โดยมีความเท่าเทียมกันทั้งในการเข้าถึงบริการทางสาธารณสุข การวินิจฉัย และการรักษา รวมทั้งยังให้ความสำคัญในเรื่องของทรัพยากรทางด้านการสาธารณสุข (Healthcare accessibility)

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบดีว่าความรู้เกี่ยวกับโรคหืด และความเข้าใจเกี่ยวกับโรคหืดในยุคที่ social media สามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการวินิจฉัยการรักษาโรคหืด (Information accessibility) ในบางด้าน ซึ่งจะต้องได้รับการปรับปรุงและแก้ไข เนื่องจากความเข้าใจผิดบางอย่างอาจมีผลต่อการวางแผนการรักษาและการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหืด 





ดังนั้น จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้มีการพูดถึงข้อมูลด้านใดด้านหนึ่งของโรคหืด ที่ปัจจุบันยังมีผู้ป่วยโรคหืดจำนวนมากที่อาจเข้าใจผิด ซึ่งสมาคมฯ กำลังเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตาม Theme ของ World Asthma Day 2021 ที่มีหัวข้อว่า Uncovering Asthma Misconception หรือ ปลดล็อคความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับโรคนี้ ได้แก่

1. โรคหืดเป็นโรคติดเชื้อและสามารถติอต่อกันได้ ซึ่งคำตอบที่ถูกต้อง คือ โรคหืดไม่ใช่โรคติดเชื้อ แต่การติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรีย ทำให้อาการหืดกำเริบ หรือมีอาการแย่ลงได้ การรักษาโรคหืดด้วยยาสูดพ่นสเตียรอยด์เป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ 

2. การรักษาหืดต้องใช้ยาสเตียรอยด์ที่สูดพ่นในขนาดสูงเพื่อรักษาโรค คำตอบคือ ไม่จริง การรักษาโรคหืดมีการปรับลดยา ขนาดของยาควบคุมโรคหืดสามารถจะปรับ ขึ้นๆ ลงๆ ตามผลการรักษาโรคได้เหมือนโรคเรื้อรังทั่วไป เช่น เบาหวาน อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้หยุดยารักษาโรคหืดเองในผู้ป่วยเพราะอาจทำให้โรคกำเริบได้

3. โรคหืดทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถออกกำลังกายได้ และไม่ควรออกกำลังหากผู้ป่วยมีโรคหืด คำตอบคือ ไม่จริง การออกกำลังกายช่วยให้อาการหืดดีขึ้น แต่โรคหืดอาจแย่ลงในผู้ป่วยบางรายหลังออกกำลังกาย ซึ่งเป้าหมายในการรักษาโรคหืด นอกจากทำให้ผู้ป่วยไม่มีอาการแล้วยังต้องทำให้ผู้ป่วยมีความสามารถในการออกแรงเหมือนคนปกติทั่วไปที่ไม่มีโรคหืดอีกด้วย

4. โรคหืดเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ COVID-19 หรือไม่ คำตอบคือ ไม่จริง จากการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่าผู้ป่วยโรคหืดใน cohort หรือกลุ่มผู้ป่วยที่ติดเชื้อ COVID-19 ไม่แตกต่างกับผู้ป่วยที่ไม่ติดเชื้อ COVID-19 แต่อาจพบความรุนแรงของโรคปอดอักเสบมากกว่าผู้ป่วย COVID-19 ที่ไม่มีโรคหืด และพบว่าปัจจัยเรื่องตัวรับเชื้อไวรัสในผู้ป่วยโรคหืดที่ได้รับยาสูดพ่นคอน์ติโคสเตียรอยด์ ลดลง ดังนั้นโรคหืดจึงไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ COVID-19 และการรักษาโรคหืดด้วยยาสเตียรอยด์สูดพ่นเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ COVID-19

ในโอกาสวันโรคหืดโลกเดือนพฤษภาคมครั้งนี้ จึงอยากเน้นย้ำให้ทุกคนตื่นตัวถึงภัยของโรคหืด พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อยกระดับการดูแลผู้ป่วย อย่างเป็นระบบในองค์รวมทั้งระดับบุคคล องค์กร สมาคม และประเทศต่อไป 

วันศุกร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2564

เชลล์ดึงผู้เชี่ยวชาญระดับโลกร่วม Imagine the Future 2021 ติวเข้ม 6 ทีมคนรุ่นใหม่เปลี่ยนผ่านพลังงาน-สร้างเมืองอนาคต

 

นายปนันท์ ประจวบเหมาะ 

ประธานกรรมการ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด


กรุงเทพฯ 16 เมษายน 2564 – บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Powering Progress เปิดโอกาสคนรุ่นใหม่ในโครงการ “Imagine the Future Scenarios Competition 2021 Thailand” หรือ ITF 2021 ที่มีทีมผ่านเข้ารอบ 6 ทีมสุดท้าย ร่วมใน Bootcamp โปรแกรมยกระดับศักยภาพโดยวิทยากรจากหลายองค์กรภาคีทั้ง depa และผู้เชี่ยวชาญระดับโลก เรียนรู้ Shell Scenario “Sky 1.5” โดยมีโจทย์เป็นการนำเสนอแบบจำลองสถานการณ์การเปลี่ยนผ่านพลังงาน การเดินทางขนส่ง การดำเนินชีวิต และเมืองแห่งอนาคตภายในปี ค.ศ.2050 รอบสุดท้ายตัดสินเดือนมิถุนายนนี้ ผู้ชนะเตรียมคว้าเงินรางวัล 50,000 บาท และเป็นตัวแทนของประเทศไปแข่งขันเวทีนานาชาติ 

นายปนันท์ ประจวบเหมาะ ประธานกรรมการ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “เชลล์ประเทศไทย ตระหนักถึงคุณค่าของการเป็นธุรกิจพลังงานที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีและศักยภาพของบุคลากรของประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์ Powering Progress เชลล์ดำเนินธุรกิจโดยการสร้างสรรค์สังคม ดูแลสิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนการใช้พลังงานที่สะอาดขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ โดยเน้นการสนับสนุนและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ในฐานะพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จ โครงการ “Imagine the Future Scenarios Competition 2021 Thailand” ตอกย้ำถึงศักยภาพของเยาวชนในฐานะผู้สร้างสรรค์และร่วมออกแบบเมืองโดยเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ ทักษะ จินตนาการและความเอาใจใส่ต่อสังคมที่พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งทั้งในวันนี้และอนาคต



นางสาวฐิติภา ลักษณพิสุทธิ์

ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด


นางสาวฐิติภา ลักษณพิสุทธิ์ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสื่อสารองค์กรและประธานกรรมการจัดโครงการ Imagine the Future Scenarios Competition 2021 Thailand กล่าวว่า “ในปีนี้เชลล์ประเทศไทยได้จัดกิจกรรม Bootcamp เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2564 โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศมาถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ อาทิ Shell Scenarios โดยเปิดตัว “Sky 1.5” เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดในโครงการนี้ด้วย สำหรับองค์ความรู้ด้านพลังงานในมิติของการเดินทางและขนส่ง (Mobility) องค์ความรู้เรื่องธุรกิจและนโยบายของภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานแห่งอนาคต อีกทั้งยังได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่พัฒนาต้นแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart City) มาให้ความรู้และจะร่วมเป็นกรรมการตัดสิน ITF 2021 ในรอบประเทศไทยและในระดับภูมิภาค Asia Pacific & Middle East ต่อไป”

ขณะที่ประเทศไทยมุ่งหน้าไปสู่อนาคตของพลังงานคาร์บอนต่ำและปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ เชลล์แสดงให้เห็นถึงการดำเนินงานที่จริงจังในการผสมผสานระหว่างความยั่งยืนและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ พร้อมทั้งได้สนับสนุนคนรุ่นใหม่ในฐานะพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ในโครงการ “Imagine the Future Scenarios Competition 2021 Thailand” โดยทั้ง 6 ทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายและเข้าสู่โปรแกรมการฝึกทักษะใน Bootcamp แล้ว จะเข้าสู่การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในเดือนมิถุนายนนี้ โดยมีเกณฑ์ในการพิจารณา ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอแบบจำลองสถานการณ์ ความน่าเชื่อถือของแบบจำลอง และรูปแบบของจินตนาการที่แต่ละทีมนำเสนอให้เห็นถึงการใช้ชีวิตของผู้คนในปี 2050 โดยมีการเปลี่ยนผ่านและการใช้พลังงานเป็นองค์ประกอบสำคัญ



Global Minds หนึ่งใน 6 ทีมที่เข้าร่วม Bootcamp สมาชิกในทีมประกอบด้วย

1. คณิน ตั้งชาติสิริ (ยี่) จาก University of Illinois at Urbana Champaign

2. ชนารดี ลีลาแม้นเทพ (ปัญปัน) จาก Carnegie Mellon University

3. แครี่ เหล่าฤกษ์อุทัย (แครี่) จาก University of British Columbia

4. นัชชา ยงพิพัฒน์วงศ์ (ปันปัน) จาก University of Oxford

5. อยุช โคการ์ (อยุช) จาก University of British Columbia


นายคณิน ตั้งชาติสิริ, นางสาวแครี่ เหล่าฤกษ์อุทัย และ นางสาวนัชชา ยงพิพัฒน์วงศ์ จากทีม Global Minds หนึ่งในผู้เข้าร่วม Bootcamp ได้เล่าถึงประสบการณ์ครั้งนี้ว่า “ขอขอบคุณเชลล์ประเทศไทยและโครงการ ITF 2021 วิทยากรทุกท่าน รวมถึงพี่เลี้ยงจิตอาสาทุกคน ที่เปิดโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ได้เข้ามาเรียนรู้และส่งมอบประสบการณ์ดีๆ ให้กับผู้เข้าร่วมแข่งขันทุกทีม ถือเป็นการเปิดวิสัยทัศน์ของพวกเราโดยเฉพาะความรู้ที่เกี่ยวกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ซึ่งจะทำให้เราสามารถนำทักษะที่ได้จากการเข้าร่วม Bootcamp ครั้งนี้ไปใช้ในชีวิตจริงของเราได้



นางเชียวเว่ย ลิว 

รองประธานฝ่ายสื่อสารองค์กร เชลล์ เอเชียแปซิฟิค


นางเชียวเว่ย ลิว รองประธานฝ่ายสื่อสารองค์กร เชลล์ เอเชียแปซิฟิค กล่าวว่า “เชลล์ มีความมุ่งมั่นในการจัดหาพลังงานที่หลากหลายตอบความต้องการ โดยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 นอกเหนือจากการดำเนินงานภายใต้โซลูชันด้านพลังงานสะอาดแล้ว เชลล์ยังดำเนินการยุทธศาสตร์ Powering Progress ในการรวมพลังกับพันธมิตรภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคสังคม ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจพลังงาน และแน่นอน รวมถึงคนรุ่นใหม่วันนี้ที่จะก้าวต่อไปในฐานะผู้นำในอนาคตด้วย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น เชลล์ยินดีอย่างยิ่งที่จะได้ต้อนรับตัวแทนทีมประเทศไทย ในการแข่งขัน ITF ระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลางที่ประเทศสิงคโปร์ ชิงเงินรางวัล 4,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ช่วงเดือนกันยายนนี้


GAC AION ขนที่สุดของซูเปอร์คาร์รถไฟฟ้า Hyper SSR ขุมพลัง 1,225 แรงม้า 0-100 กม.ต่อชั่วโมง ภายในเวลา 1.9 วินาที ให้ผู้ขับได้สัมผัสแรงกระชากในระดับ 1.7 G ในงาน Motor Expo 30 นี้

                 GAC AION  มาเหนือเมฆขนขุมพลังแห่งรถไฟฟ้า 100% ระดับไฮเอน Hyper SSR ด้วยขุมพลัง 1,225 แรงม้า 0-100 กม. ต่อชั่วโมง ภายในเวลา ...