วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2563

กรมอนามัยร่วมกับไบเออร์ไทย รณรงค์สังคมไทยหยุดท้องไม่พร้อม สนับสนุนการตั้งครรภ์อย่างมีคุณภาพในวันคุมกำเนิดโลก 2563

 


นายแพทย์พีระยุทธ สานุกูล 

ผู้อำนวยการสำนักอนามัยเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข


25 กันยายน 2563 กรุงเทพฯ – สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และ บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด ร่วมรณรงค์ลดปัญหาการท้องไม่พร้อมในวัยรุ่นไทย พร้อมสร้างการตระหนักถึงการวางแผนครอบครัวเพื่อส่งเสริมให้เกิดการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ในวันคุมกำเนิดโลก 2563 (ซึ่งตรงกับวันที่ 26 กันยายน ของทุกปี)

นายแพทย์พีระยุทธ สานุกูล ผู้อำนวยการสำนักอนามัยเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สถานการณ์การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์หรือท้องไม่พร้อมในประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นยังเป็นปัญหาที่น่าวิตกและจำเป็นต้องมีการรณรงค์ให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้มีการเกิดอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้เกิดการวางแผนครอบครัวอย่างยั่งยืนในสังคมไทย

กรมอนามัย พบว่า ในปี 2562 สถิติการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น อายุ 15-19 ปี คลอดบุตรเฉลี่ยวันละ 169 คน โดยมีวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 15 ปี คลอดบุตรเฉลี่ยวันละ 6 คน เปรียบเทียบกับ ปี  2543 พบว่าวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี คลอดบุตรเฉลี่ยวันละ 240 คน และในอายุต่ำกว่า 15 ปี คลอดบุตรวันละ 4 คน

ทั้งนี้ในปี 2562 พบว่า จำนวนหญิงคลอดอายุต่ำกว่า 20 ปี มีอยู่ 63,831 ราย โดยแยกหญิงคลอดอายุระหว่าง 15-19 ปี มีจำนวน 61,651 ราย หญิงคลอดอายุต่ำกว่า 15 ปี มีจำนวน 2,180 ราย และยังพบว่าหญิงตั้งครรภ์ซ้ำและคลอดอายุต่ำกว่า 20 ปี มีถึง 5,222 ราย คิดเป็นร้อยละ 8.2

              “แม้ว่าสถานการณ์ท้องไม่พร้อมในวัยรุ่นจะมีแนวโน้มพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องร่วมมือกันป้องกันปัญหาทางสังคมที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะการสร้างความตระหนักรู้เรื่องปัญหาที่เป็นผลตามมาจากการท้องไม่พร้อม การเป็นคุณแม่วัยใสอาจส่งผลกระทบต่อการเรียน รวมถึงสุขภาพทั้งทางกายและจิตใจของคุณแม่ที่อายุน้อยอีกด้วย นอกจากนี้ ยังเล็งเห็นความสำคัญในการสนับสนุนให้วัยรุ่นสามารถปรึกษาเรื่องการคุมกำเนิดกับผู้ปกครองหรือเภสัชกรได้อย่างเปิดเผยมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่เป็นเรื่องน่าอาย แต่เป็นการทำเพื่ออนาคตของตัวเอง”


แพทย์หญิง ปานียา สูตะบุตร ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด


             ด้าน แพทย์หญิง ปานียา สูตะบุตร ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด กล่าวว่า ไบเออร์ในฐานะหนึ่งในผู้นำธุรกิจด้านเภสัชกรรมที่มีความเชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลสุขภาพผู้หญิงและยาฮอร์โมนคุมกำเนิด กล่าวว่า ไบเออร์มีนโยบายสนับสนุนโครงการวางแผนครอบครัวโดยร่วมมือกับเครือข่ายภาครัฐและภาคประชาสังคมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และมีเจตนารมณ์ในการร่วมกันลดปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อม โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งพบการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรและตั้งครรภ์ซ้ำ สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งคือการขาดความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการคุมกำเนิดอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในปีนี้ เป็นวาระครบรอบ 60 ปี ของการคิดค้นยาเม็ดคุมกำเนิด โดยหลังจากมีการแนะนำยาเม็ดคุมกำเนิดครั้งแรกในปีพ.ศ. 2503 นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทำให้ผู้หญิงมีโอกาสในการวางแผนชีวิตและครอบครัวได้ดีมากยิ่งขึ้น 

พญ.ปานียา กล่าวว่า ยาเม็ดคุมกำเนิดสามารถช่วยให้ผู้หญิงสามารถควบคุมการวางแผนครอบครัวได้ดีมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามในภาพรวมกลับยังพบว่าในระหว่างปี 2553-2557 มีจำนวนผู้หญิงที่ตั้งท้องไม่พึงประสงค์ถึง 99 ล้านคน ซึ่งโดยประมาณร้อยละ 56 เลือกที่จะทำแท้ง นอกจากนั้นมีการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญประมาณการว่าสถิติร้อยละ 44 ของผู้หญิงตั้งครรภ์ทั่วโลก เกิดขึ้นจากการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ โดยสถิติการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในประเทศกำลังพัฒนาอยู่ที่ ร้อยละ 65 เมื่อเทียบกับสถิติในประเทศพัฒนาแล้วอยู่ที่ร้อยละ 45
 
สำหรับเรื่องการรณรงค์ส่งเสริมให้ความรู้ต่อเยาวชนและผู้หญิงวัยทำงาน สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัยได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการให้ความรู้ในโรงเรียน และโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามในช่วงสถานการณ์โควิด-19 นี้ ทำให้ไม่สามารถจัดกิจกรรมสัมมนาในสถานที่ดังกล่าวได้ จึงปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมมาใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้นผ่านทาง facebook.com/younglovethailand และ Line@YoungLove เพื่อเพิ่มการเข้าถึงกับกลุ่มวัยรุ่น ที่หันมาใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการคุมกำเนิดมากยิ่งขึ้น   

กิจกรรมที่จัดขึ้นจะมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความรู้ที่ถูกต้องแก่กลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มคนรุ่นใหม่ ให้ได้รับข้อมูลในการป้องกันตนเองจากปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ด้วยวิธีการที่หลากหลายและปลอดภัย ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละคน อาทิ ยาเม็ดคุมกำเนิด ยาฝังคุมกำเนิด ถุงยางอนามัย ฯลฯ  พร้อมส่งเสริมการมีบุตรเมื่อพร้อม



แพทย์หญิง วรมา เกษมพิพัฒน์ชัย โรงพยาบาลจุฬาภรณ์

สำหรับในวันคุมกำเนิดโลก ปี 2563 นับเป็นปีที่ 13 แห่งความร่วมมือที่ สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย ร่วมกับ ไบเออร์ ไทย จัดกิจกรรมรณรงค์ลดปัญหาการท้องไม่พร้อมในวัยรุ่น โดยจัดให้มีกิจกรรม Facebook Live ผ่าน facebook “Young Love รักเป็น ปลอดภัย” ในวันที่ 24 กันยายน 2563 ได้รับเกียรติจากแพทย์หญิงวรมา เกษมพิพัฒน์ชัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นวิทยากร และดำเนินรายการโดยคุณกวาง อริศรา เจ้าของเพจ Deerlong (เดียร์ลอง) เพื่อส่งเสริมให้เกิดความรู้เรื่องการคุมกำเนิดที่เหมาะสมในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถคลิกเข้าไปรับชมวิดีโอ และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ facebook.com/younglovethailand และ Line@YoungLove

แพทย์หญิง วรมา เกษมพิพัฒน์ชัย โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวถึง ทางเลือกของการคุมกำเนิด ในสังคมยุคปัจจุบัน ควรมีการเน้นย้ำเรื่องการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย (safe sex) โดยต้องปลอดภัยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ เพราะฉะนั้นวิธีการคุมกำเนิดที่ดีที่สุด คือการใช้วิธีคุมกำเนิด 2 วิธี (dual protection) โดยใช้ถุงยางอนามัยร่วมกับวิธีอื่นอีก 1 วิธี การคุมกำเนิดวิธีอื่นๆ ได้แก่ ยาฝังคุมกำเนิด การใส่ห่วงคุมกำเนิด แผ่นแปะคุมกำเนิด ยาฉีดคุมกำเนิด และยาเม็ดคุมกำเนิดที่เรารู้จักกันดี ซึ่งวิธีคุมกำเนิดแต่ละวิธีก็มีข้อดี ข้อเสีย สามารถเลือกนำมาใช้ได้ตามความเหมาะสมของแต่ละคน ซึ่งสิ่งที่สำคัญคือมีช่องทางการเข้าถึงข้อมูลและบริการรับการปรึกษาวิธีการคุมกำเนิดต่างๆได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง

เนื่องในโอกาสวันคุมกำเนิดโลก 2563 หรือWorld Contraception Day 2020 ในต่างประเทศ ไบเออร์ ยังร่วมกับ 15 องค์กรพันธมิตรนานาชาติ ดำเนินการผ่านโครงการ Your Life จัดให้มีกิจกรรมรณรงค์เพื่อลดปัญหาท้องไม่พึงประสงค์และส่งเสริมให้เกิดความรู้การคุมกำเนิดอย่างถูกต้อง ภายใต้แนวคิด #60YRSOFEMPOWERMENT ทางเว็บไซต์ www.yourlife.com นับเป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นขององค์กรภาคีที่ดำเนินกิจกรรมนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 พร้อมกันใน 70 ประเทศทั่วโลก







วช.นำผปก.อวดโฉมสินค้างาน THAIFEX 2020 หวังกระตุ้นศก. สร้างโอกาสต่อยอดธุรกิจสู่สากล


สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นำผู้ประกอบการในโครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Innovative House กว่า 40 ราย ร่วมนำเสนอสินค้าและผลิตภัณฑ์นวัตกรรมบริเวณบูธ Innovative House ภายในงาน THAIFEX - ANUGA ASIA 2020 จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการนวัตกรรมด้านอาหารของไทยได้แสดงผลงาน สร้างเวทีเจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อทั่วโลก พร้อมเปิดโอกาสจำหน่ายสินค้าและบริการต่างๆ ต่อยอดธุรกิจสู่ตลาดสากล ระหว่างวันที่  22-26 กันยายนนี้ ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี



สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติมุ่งมั่นการนำองค์กรสู่การเป็นหน่วยงานกลางด้านการบริหารงานวิจัยของประเทศ ที่ทุกภาคส่วนในระบบวิจัยยอมรับในบทบาทการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ การส่งเสริมการวิจัยอย่างมีทิศทาง การประเมินผลและการจัดการความรู้จากการวิจัย การวางมาตรฐานด้านการวิจัย การเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงฐานข้อมูลการวิจัยของประเทศโดยการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ

การเข้าร่วมออกบูธในงานนี้  ถือเป็นการช่วยผลักดันและสร้างโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการ SME ที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนธุรกิจสามารถนำผลิตภัณฑ์ออกจัดจำหน่ายออกสู่ตลาดได้  ถือเป็นการช่วยกระตุ้นสภาวะทางเศรษฐกิจหลังจากการระบาดของ COVID-19 โดยทำให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมสามารถหาช่องทางจำหน่าย การเจรจาทางธุรกิจ และการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ได้มากยิ่งขึ้น  ตลอดจนกระตุ้นให้ผู้ประกอบการ SME ได้เห็นถึงความสำคัญของการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์จริงในเชิงพาณิชย์  อีกทั้งยังได้สร้างเวทีและโอกาสให้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เกิดการเรียนรู้การทำงานร่วมกับภาคเอกชน  โดยนำผลิตภัณฑ์มาร่วมจัดแสดง  ทำให้ได้ผลตอบรับจากผู้บริโภคและลูกค้าเพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาสินค้านวัตกรรมให้ตรงต่อความต้องการของผู้บริโภคและลูกค้ามากขึ้น   และสร้างความเชื่อมั่นต่อการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศต่อไป


โดยได้จัดกิจกรรมภายในบูธ 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนผลิตภัณฑ์ Show case สินค้านวัตกรรม  ซึ่งได้นำสินค้านวัตกรรมอาหารมาจัดแสดงมากกว่า 40 รายการ ส่วนของการออกบูธของผู้ประกอบการ SME โดยมีผลิตภัณฑ์อาหารหลากหลายผลิตภัณฑ์  เช่น ใบบัวบกผสมมะขามป้อมชนิดเม็ดฟู่  ขนมขบเคี้ยวชนิดแท่งจากถั่วดาวอินคา  ผักโขมอบชีสพร้อมรับประทาน เครื่องดื่มน้ำผึ้งมะนาวเข้มข้น ผลิตผักโขมออแกนิคอบแห้ง เครื่องดื่มน้ำอัดลมอะมิโน อาหารเสริมเด็กเล็กออแกนิคพร้อมรับประทาน ผลไม้อบไอน้ำกรอบ กาแฟปรุงสำเร็จผสมผลไม้  กุ้งและปลานิลทอดสุญญากาศ น้ำตาลมะพร้าวชนิดน้ำ  และอุปกรณ์ตรวจสอบคุณภาพทางกลิ่นในเครื่องดื่มและอาหารด้วยเทคนิคอาเรย์แก๊สเซ็นเซอร์  เป็นต้น  และยังได้จัดส่วนแนะนำผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนานวัตกรรม  โดยสร้างโอกาสให้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่างๆ นำสินค้ามีร่วมจัดแสดงเพื่อเปิดโอกาสทางการตลาดและทดสอบการยอมรับของผู้บริโภคอีกหลายผลิตภัณฑ์  เช่น เนื้อหมูเทียม  เครื่องดื่มสมัตตี้จากผักอิตตาเลียนเคลพร้อมชง ไอศครีมมะม่วงมหาชนก สมู้ตตี้มะม่วง  เครื่องดื่มฟักข้าวผสมวุ้นมะพร้าว หมูผัดกระปิพร้อมรีทอร์ทรับประทาน  แกงป่าฟรีซดราย  ข้าวคลุกน้ำพริกรีทอร์ทพร้อมรับประทาน  ไอศครีมสำหรับเด็ก  ขนมตาลแช่เยือกแข็ง  ขนมขบเคี้ยวปลาร้า  ท๊อปปิ้งมะพร้าว นอกจากนี้ในงานยังได้จัดส่วนให้มีการให้คำปรึกษาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและอาหาร  รวมทั้งการรับโจทย์จากผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจากผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร 



วช. ก้าวสู่โลกธุรกิจเคียงข้างผู้ประกอบการไทย ด้วยนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารด้วยการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม ตลอดห่วงโซ่ จากเทคโนโลยีต้นน้ำสู่การพัฒนาเทคโนโลยีต้นแบบ (Prototype) และสู่การนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ในท้ายที่สุด จึงเป็นโอกาสดีของผู้ที่สนใจเริ่มต้นทำธุรกิจแต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร สามารถเข้าเยี่ยมชมบูธได้ที่บูธหมายเลข 3N-01 ถึง 3M-01 ชาเลนเจอร์ 3   ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี หรือถ้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่เพจ Facebook : innovative house

































วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563

สมศักดิ์ รมว.ยุติธรรมแถลงผลงาน 1 ปี สร้างเตียง 2 ชั้นลดความแออัดในเรือนจำ สร้างงาน-อาชีพไม่ให้คนหวนกลับทำผิดซ้ำ เผยผู้ใช้กำไลEM พฤติกรรมดีขึ้น หวังปรับแก้ กม.ติดตามนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ ลั่นปี 64 ต้องยึดทรัพย์เครือข่ายยาเสพติดให้ได้ 6 พันล้าน-ปลดล็อกพืชกระท่อม พร้อมบูรณาการเน้นทำงานเชิงรุกให้ ปชช. เข้าถึงมากที่สุด 

 


เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 23 ที่กระทรวงยุติธรรม อาคารเอ ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ  นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานแถลงผลงานการสร้างการรับรู้และเผยแพร่ผลการนำความยุติธรรมสู่สาธารณชน 1 ปีของการสร้างสุข ก้าวขับเคลื่อนเชิงรุกเพื่อประชาชน” และมีการจัดนิทรรศการแสดงผลงานจากกรมต่างๆ ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม

นายสมศักดิ์ กล่าวถึงนโยบายการลดความแออัดในเรือนจำผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำกว่า 80% เป็นนักโทษยาเสพติด และเรือนจำโดยเฉพาะเรือนนอนมีพื้นที่น้อย ผู้ต้องขัง 1 คนต้องมีพื้นที่ 1.2 ตารางเมตร ซึ่งจะรองรับได้ 2.2 แสนคน แต่ขณะนี้ในเรือนจำมีผู้ต้องขังมากถึง 3.7 แสนคน เกินมากว่า 1.5 แสนคน ตนจึงคิดว่าจะทำอย่างไร เป็นหน้าที่ฝ่ายบริหารที่ต้องทำ ได้กำหนดว่า เราสามารถสร้างเตียงนอน 2 ชั้น หากทำได้สัก 8 หมื่นเตียง จะรับผู้ต้องขังได้เป็นจำนวน 3 แสนคน ซึ่งวันนี้เราเพิ่มได้แล้ว 5 หมื่นเตียง ต้องทำอีก 3 หมื่นเตียง แต่นี่คือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

ส่วนการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือการลดจำนวนผู้ต้องขัง เช่น การแก้กฎหมายประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่ขณะนี้อยู่ในรัฐสภาแล้ว และการใช้กำไล EM เข้ามาเสริม การพักโทษโดยเฉพาะโทษเบาๆ หรือผู้ต้องขังที่ใกล้จะพ้นโทษ หลักการคือ ต้องจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือเกินครึ่งหนึ่ง โดยให้คณะกรรมการพิจารณา ซึ่งที่ผ่านมาพฤติกรรมของผู้ใช้กำไล EM มีการเคารพกฎระเบียบสังคมมากขึ้น และกลับบ้านตรงเวลา การขับขี่รถดีขึ้น พฤติกรรมหลายๆอย่างดีขึ้น ทำให้ครอบครัวมีความสุข และสามารถติดตามได้ตลอดเวลา


นายสมศักดิ์ กล่าวต่อ ส่วนกรณีนักโทษรุนแรง เราแก้ปัญหากันมาพอสมควร ตั้งแต่กรณี นายสมคิด พุ่มพวง ฆาตรกรต่อเนื่อง คดีแบบนี้ต้องเริ่มก่อนที่จะฟ้องคดีพวกเขาต้องมีการบันทึก หรือยื่นคำฟ้องในพวกคดีต่อเนื่องแบบนี้ไว้ ที่ผ่านมาหากเขาจำคุกครบแล้วเราจะไปฟ้องไม่ได้ เราได้คุยกับสำนักงานอัยการสูงสุด ปรึกษากัน และหวังจะแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม แต่หากจะไปแก้กฎหมายจะใช้เวลานานเกินไป ต้องหาแนวทางอื่นก่อนโดยขณะนี้เราตั้งศูนย์ JSOC หรือศูนย์เฉพาะกิจเฝ้าระวังความปลอดภัยของประชาชน โดยเฝ้าดูผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ หากเขาพ้นโทษแล้ว จะต้องติดตามให้ติดกำไลและให้สังคมช่วยตรวจสอบ ในช่วงของกฎหมายที่เรายังดำเนินการไม่เรียบร้อย แต่ยังจำเป็นต้องทำให้สังคมมีความมั่นใจและปลอดภัย หากสังคมรู้ว่าฆาตรกรลักษณะนี้อยู่ที่ไหน จะช่วยกันสอดส่องทำให้เหตุไม่เกิดขึ้นได้

รมว.ยุติธรรม กล่าวเพิ่มเติม นอกจากนี้ต้องมีนโยบายลดความแออัดในระยะยาว ที่ผ่านมามีผู้ต้องขังออกจากเรือนจำแล้วยังกลับมาอีกจำนวนมาก สาเหตุคือ ไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ ครอบครัวมีปัญหา เราจึงต้องสร้างงานสร้างอาชีพ อย่างเช่น นิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์ คือเอาคนที่พ้นโทษ มาทำงานฝึกอาชีพ และการส่งแรงงานไปต่างประเทศ เพราะตนทราบมาว่าหากภาษาอังกฤษดีจะได้เงินมากกว่าเดิม 2 เท่า เราจึงส่งเสริมเรื่องภาษา รวมถึงคณิตศาสตร์ ทำบัญชีเบื้องต้นได้ นอกจากนี้เรายังมีโครงการ เชฟลูกกรงเหล็ก ซึ่งหากภาษาอังกฤษดีเงินเดือนก็จะมากขึ้นไปอีก

นายสมศักดิ์ ยังกล่าวถึง นโยบายการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ว่า ที่ผ่านมามีการฆ่าตัดตอนและปราบปรามหนักแต่ยาเสพติดก็ยังไม่หมดไป “ยูเอ็นโอดีซี”มีการประเมินมูลค่ายาเสพติดที่สามเหลี่ยมทองคำมีมูลค่ามากถึง 1.8 ล้านล้านบาท ที่ผ่านมาตนตั้งได้คณะกรรมการมา 2-3 ชุด เพื่อช่วยงานศูนย์อำนวยการป้องกันยาเสพติดแห่งชาติ มาดำเนินการเพิ่มจากเดิม จากการปราบปรามมาใช้เรื่องการจัดการธุรกรรมทางการเงิน เราดูเรื่องทางเงินโดยความร่วมมือของ ป.ป.ง. ก่อนหน้านี้การยึดทรัพย์จากยาเสพติดได้ปีละ 600 ล้านบาท  แต่จากการใช้การดำเนินการทางธุรกรรมทางการเงินไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ยึดทรัพย์ได้ 3 เท่าครึ่ง คือได้ 2 พันกว่าล้านบาท และในปี 2564 ตั้งเป้าต้องยึดให้ได้ 10 เท่า หรือ 6 พันล้าน หากไม่ได้ถือว่าเป็นมวยล้ม

อีกเรื่องคือการตรวจสารเสพติดในเส้นผม กฎหมายเก่า การตรวจสารเสพติด คือ การตรวจปัสสาวะ และเมื่อผู้เสพที่เสพเกิน 3 วันเราจะตรวจไม่พบ จากสถิติเด็กในสถานพินิจที่เข้ารับการอบรมแล้ว จะมีการได้พักกลับบ้านและมีการกลับไปแอบเสพยา จากปี 2561 ที่พบ 27-28%  และปี 2562 อยู่ที่ 11% และปี 2563 เราได้ให้ความรู้เรื่องการตรวจเส้นผม ทำให้เหลือแค่ 7% เท่านั้น แสดงว่าเรื่องนี้สามารถช่วยลดผู้เสพยาลงได้


รมว.ยุติธรรม กล่าวอีกว่า การตรวจจากเส้นผมสามารถตรวจสอบคนเสพยาย้อนหลังได้ถึง 6 เดือน – 1 ปี โดยตรวจเส้นผมยาว 30 ซม.ขึ้นไป มีความแม่นยำมาก ตรวจแยกสารเสพติดได้ 26 ชนิด เมื่อก่อนเราใช้น้ำยาไปทำปฏิกิริยาให้เส้นผมละลาย ใช้เวลานานถึง 19 วัน แต่ตอนนี้ใช้นวัตกรรมใหม่เอาเส้นผมมาบด ใช้เวลาเพียง 50 นาทีเท่านั้น ถ้าลูกหลานของพี่น้องประชาชน สงสัยว่าเสพยาหรือไม่ สามารถส่งเส้นผมมาตรวจได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายขณะนี้ถูกลงมาก เหลือเพียงครั้งละประมาณ 2 พันบาท อีกเรื่องคือการปลดล็อกพืชกระท่อม เราได้ทำไปหลายทาง  คือแก้กฎหมาย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ปลดพืชกระท่อมออกยาเสพติดประเภทที่ 5 ซึ่งอยู่ในสภาแล้ว ส่วนประมวลกฎหมายยาเสพติดกำลังแปรญัตติ และเมื่อปลดเสร็จต้องมีกฎหมายพืชกระท่อม ซึ่งกระทรวงยุติธรรมเสนอเข้าที่ประชุม ครม.แล้ว การที่มีกฎหมายควบคุม เพราะเรากลัวว่าคนจะปลูกมากเกินไป และต้องมีการควบคุมการใช้ ไม่ให้นำไปผสมเป็น 4×100 พืชกระท่อมมีสรรพคุณเหมือนมอร์ฟีน แต่แก้ปวดได้มากกว่าหลายเท่า และไม่กระทบระบบหายใจ นำไปเป็นยาแก้ท้องเสีย แก้ปวดท้องและเป็นยาชูกำลังได้

“งานต่างๆในส่วนของกระทรวงต่อไปนี้เราตั้งใจจะให้งานเดินหน้า ทำงานเชิงรุก ตนตั้งใจว่าเราต้องทำงานแข่งกับเวลา ทำทุกอย่างให้สำเร็จโดยเร็ว บริการประชาชนให้เข้าถึงได้ทุกคน ทำงานบูรณาการร่วมกับภาคประชาชนมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งกรมคุ้มครองสิทธิ กรมบังคับคดี เราจะทำให้เป็นงานหลักขึ้นมา อาจจะเริ่มที่พื้นที่ใกล้กระทรวงฯ แล้วขยายวงไป เราจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เราจะทำให้เป็นรูปธรรมในระยะเวลาอันใกล้ให้ได้





วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563

คิด...แล้วไปให้ถึง 10 จุด Check in กิน เที่ยว เฟี้ยว...ให้หายคิดถึงกระบี่

 


              รู้มั้ยว่า? ทำไมบรรดานักท่องเที่ยวต่างก็คิดถึง และมีจุดหมายปลายทางมาที่กระบี่ นี่ไงล่ะเหตุผล!!
-     กระบี่ได้รับการจัดอันดับว่ามีหมู่เกาะที่สวยงามติด 1 ใน 10 ของโลก
-     กระบี่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี โรงแรมที่พักมีให้เลือกตามแต่ละไลฟ์สไตล์ เหมาะสําหรับการพักผ่อนของทุกเพศทุกวัย
-     สถานที่ท่องเที่ยวของกระบี่มีความหลากหลาย ตั้งแต่ชายหาดที่เงียบสงบไปจนถึงกิจกรรมแอดเวนเจอร์
-     ขี่ช้าง เดินป่า ปีนเขา หรือ แม้กระทั่งล่องเรือ ดําน้ำชมปะการัง
-     ทะเล กระบี่เป็นแหล่งท่องเทียวที่บริสุทธ์ สวยงาม เป็นแหล่งประมงที่อุดมสมบูรณ์ มีป่าชายเลนและเป็นแหล่งเพาะพันธ์ุสัตว์น้ำที่สําคัญในภาคใต้ของไทย
-     จากประวัติศาสตร์อันยาวนานของวิถีชุมชน ทําให้กระบี่มีวัฒนธรรม อาหารการกินที่หลากหลาย ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมพื้นเมือง เรื่อยไปจนถึงอาหารตะวันตก ซึ่งล้วนแล้วแต่มีรสชาติอร่อย วัตถุดิบ สดใหม่ส่งตรงจากท้องทะเล


              อย่าปล่อยให้ความคิดถึง...เป็นเพียงแค่ความรู้สึก ทราบเหตุผลกันแล้วใครที่ “คิดถึง...ต้องไปให้ถึง” ใครที่มาแล้วก็อย่าลืม “ส่งต่อ...ความคิดถึง”ให้คนอื่นได้มาถึงกระบี่...กันนะ

              การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจังหวัดกระบี่​ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยว ร่วมมาสัมผัสความสวยงามของธรรมชาติแห่งขุนเขาและสายน้ำ ไม่ว่าจะมากี่ปีก็ไม่มีเอ้าท์ จะมากี่ทีก็ไม่มีเหงา เหมาะแก่การพาครอบครัว คู่รัก หรือ Solo เดี่ยว คนเดียวก็เที่ยวได้ ตอบโจทย์ต่อการท่องเที่ยวแบบ New Normal กับมาตรการท่องเที่ยวกระบี่อย่างมั่นใจ ปลอดภัยจากโควิด 19 กับ 10 จุด เชคอิน กิน เที่ยว เฟี้ยว...ให้หายคิดถึงกระบี่ ถ้าพร้อมแล้วก็เตรียมมาอัพสตอรี่พร้อมๆ กัน!!!




1.เกาะกาโรส (เขากาโรส) หรือในอีกชื่อหนึ่งว่า “หุบผาปีศาจสองอารมณ์” หนึ่งในสิ่งสร้างสรรค์ จากธรรมชาติ “เขากาโรส” เป็นหนึ่งในสถานที่ ที่ต้องแวะมา เพราะนอกจากนักเดินทางจะได้พบเจอกับกับผาหน้าปีศาจแล้ว นักเดินทางยังได้สัมผัสธรรมชาติที่สมบูรณ์จากป่าชายเลนในบริเวณโดยรอบอีกด้วย อีกทั้งผู้ที่ชื่นชอบศิลปะต้องไม่พลาดที่จะแวะชม “ภาพเขียน 1000 ปี” ภาพเขียนที่มีอายุยาวนานราว 3000 – 5000 ปี ซึ่งอยู่ในบริเวณด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะ หรือที่เรียกกันว่า “แหลมท้ายแรด”



2.สระมรกต​ บ่อน้ำผุดสีเขียวเรืองรองคล้ายมรกต ของขวัญจากธรรมชาติ “สระมรกต” แหล่งรวมธรรมชาติสุดสมบูรณ์สำหรับใครที่ชอบถ่ายภาพต้องไม่พลาด “สระมรกต” เพราะมีมุมสวยๆ สีเขียวสดๆ รอนักท่องเที่ยวมาเปิดประสบการณ์ใหม่ เพิ่มสีสันให้มุมกล้อง อีกทั้งต้องไม่พลาด เตรียมผลัดผ้า แช่น้ำอุ่นๆ ชุ่มฉ่ำใจ



3.จุดชมวิวเขาหงอนนาค​ (อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี) จุดวัดใจ คนขาอ่อน “เขาหงอนนาค” ตั้งอยู่ในอทยานแห่งชาตินพรัตน์ธาราขหมู่เกาะพีพี เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติโดยตลอดเส้นทาง ที่เดินขึ้นไปเพื่อสู่จุดชมวิวบนยอดเขา มีระยะทางประมาณ 3.7 กิโลเมตร โดยระหว่างเส้นทางจะมีฐานต่างๆ ให้ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติในผืนป่า รวมทั้งหมด 13 ฐาน เช่น ฐานหม้อข้าวหม้อแกง ซึ่งจะเป็นพื้นที่ที่มีต้นหม้อข้าวหม้อแกงขึ้นเป็นจำนวนมาก หรือ ฐานที่มีมอสสีเขียวขึ้นปกคลุมพื้นหินมองดูเหมือนพรมปูพื้นสีเขียว และถึงจุดชมวิวสูงสุด จะมองเห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม เกาะใหญ่น้อยรอบๆ จังหวัดกระบี่และจังหวัดใกล้เคียง



4.หาดไร่เลย์​ สรวงสวรรค์สำหรับคนรักสงบ และนักปีนเขา ใครที่รักความสูงและความท้าทายพลาดไม่ได้ ต้องมาทำกิจกรรมที่นี่ หน้าผาหาดไร่เลย์ เป็นจุดปีนผา ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับนักปีนเขาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ “หาดไร่เลย์” ตั้งอยู่ที่ ตำบลอ่าวนาง เป็นจุดเช็คอินที่ไม่แพ้ที่อื่นๆ ในเขตจังหวัดกระบี่ ที่นี่มีหาดทรายขาวเนียน น้ำทะเลเขียวใส มีภูเขาโอบล้อมเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้แก่ผู้ที่ชอบความสงบ นอกจากน้ำสวย ทะเลใสแล้ว หาดไร่เลย์ ยังได้ชื่อว่ามี "พระอาทิตย์ตก ที่สวยงามตรึงใจ” ยามเมื่อพระอาทิตย์ตก แสงแดด จะสะท้อนเงาจากหินลงไปที่อ่าวเป็นภาพที่งดงามติดอยู่ในใจมิรู้ลืม



5.คลองหรูด และ คลองน้ำใส​ เดิมก่อนจะชื่อคลองหรูด ที่นี่มีชื่อว่าคลองหนองทะเล แต่เมื่อมีการกั้นฝายเพื่อกักเก็บน้ำ ทำให้คลองเหนือฝาย กลายเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ และตรงส่วนปลายฝายก็จะมีตะไคร่น้ำจับกันเป็นทาง จนทำให้กลายเป็นที่ผู้คนนิยมมาเล่นน้ำสไลเดอร์ กันสนุกสนาน และนั่นก็เป็นที่มาของชื่อ “คลองหรูด” เนื่องจากภาษาใต้ คำว่า “หรูด” มีความหมายว่า “ลื่น” นั่นเอง และยังมีอีกชื่อเรียกนึง คือคลองน้ำใส เนื่องจากว่าน้ำที่นี่ใส อีกทั้งคนชอบ “พาย” ต้องไม่พลาด เพราะที่นี่นอกจากจะมีน้ำใส ไหลเย็นเหมาะแก่การเล่นน้ำแล้ว ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวพลาดไม่ได้ นั่นก็คือ การพายเรือคายัค ชมธรรมชาติป่าพรุสองฟากฝั่ง สำหรับใครที่รักสายน้ำ ไหลเย็นฉ่ำ ต้องไม่ลืมที่จะแวะมาเช็คอินที่นี่ รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน



6.คลองท่าปอมหรือคลองสองน้ำ​ ตั้งอยู่ที่ ต.เขาคราม อ. เมือง อยุ่ในความดูแลของ อบต.เขาคราม เป็นลำธารสายสั้นๆ ยาวประมาณ 5 กิโลเมตร กำเนิดจากแอ่งน้ำผุดบนเขาช่องพระแก้ว ไหลผ่านสระน้ำกลางป่าก่อนที่ไหลลงสู่ทะเลอันดามัน ที่นี่ เป็นแหล่งศึกษาระบบนิเวศวิทยาในน้ำและบนพื้นดิน “คลองท่าปอม” ถูกเรียกว่า “คลองสองน้ำ” เนื่องจากทุกวันข้างขึ้น 12 ค่ำ ไปจนถึงข้างแรม 5 ค่ำ น้ำทะเลจะหนุนขึ้นสูงจนท่วมเข้ามาในคลองปอม ทำให้เกิดเป็นคลองน้ำกร่อย คลองแห่งนี้น้ำใสราวกระจก มองดูเป็นสีเขียวมรกต เนื่องจากมีสารละลายหินปูนหรือแคลเซียมคาร์บอร์เนตและกำมะถันปนอยู่มาก เป็นพื้นที่ซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ทั้งระบบนิเวศแบบป่าพรุน้ำจืด แบบพื้นที่ชุ่มน้ำ แบบป่าดิบ และแบบป่าชายเลน จึงเป็นที่อยู่อาศัยของทั้งปลาน้ำจืดและน้ำกร่อย



7.ดินแดงดอย​ แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของตำบลหนองทะเลที่ได้รับความนิยม จากนักท่องเที่ยวในพื้นที่และต่างจังหวัด โดยเฉพาะกลุ่มนักถ่ายภาพ และนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการเดินป่า ชมธรรมชาติ อยู่ห่างจากตัวเมืองกระบี่เพียง 20 กิโลเมตร สำหรับบรรยากาศ ดินแดงดอยสูงประมาณ 45 องศา เดินเท้า 300 เมตร ก็ถึงจุดชมวิว 360 องศา สามารถมองเห็นหุบเขาโดยรอบรวมทั้งทะเลในพื้นที่ตำบลหนองทะเล จุดเด่นของแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถ ชมวิวทะเลหมอก และพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า กลางหุบเขาหนองทะเล ได้อย่างใกล้ชิด




8.วัดถ้ำเสือ​ เป็นวัดที่ก่อตั้งมาอย่างช้านาน เป็นที่รู้จักและได้รับความศรัทธา อย่างล้นหลามทั้งประชาชนในจังหวัดกระบี่ และจากจังหวัดใกล้เคียง รวมไปถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ต่างทยอยเข้ามาสักการะกราบไหว้อย่างไม่ขาดสาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “หลวงพ่อจำเนียร” ประธานสงฆ์วัดถ้ำเสือที่มีผู้คนเลื่อมใสศรัทธามาช้านาน ทำให้วัดถ้ำเสือเป็นที่โจษจันเป็นอย่างยิ่ง “วัดถ้ำเสือ” มีลักษณะ เป็นสวนป่า เป็นโพรงถ้ำ มีเพิงผาและแหล่งถ้ำธรรมชาติ เช่น ถ้ำคนธรรพ์ ถ้ำลอด ถ้ำช้างแก้ว ถ้ำลูกธนู ถ้ำงู ถ้ำเต่า ถ้ำมือเสือ และที่ดูโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์มากที่สุด นั่นก็คือ “พระธาตุเจดีย์ยอดเขาแก้ว” และมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ตั้งอยู่บนยอดเขาแก้ว มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล ประมาณ 600 เมตร ทั้งนี้ผู้ที่ต้องการขึ้นไปสักการะ จะต้องเดินเท้าขึ้นบันไดไป 1,237 ขั้น นอกจากจะได้สักการะพระเจดีย์แล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถชมวิวสวยๆ ในมุมกว้างได้อีกด้วย เรียกได้ว่า อิ่มบุญ อิ่มอก อิ่มใจ เพียงแค่แวะมาวัดถ้ำเสือ



9.มากระบี่ต้องไม่พลาด​ “ราชรส ติ่มซำ” ร้านติ่มซำสไตล์กวางตุ้งมีหลายเมนูให้เลือกชิม พร้อมเครื่องดื่มร้อน-เย็นอีกมากมาย สำหรับติ่มซำของร้านนี้จะเป็นแบบนึ่งสดทำสดใหม่ทุกวัน ทั้งขนมจีบ ฮะเก๋า ซาลาเปา ลูกชิ้นปลา เบคอนพันเห็ด ฯลฯ นอกจากติ่มซำในเข่งที่มีวางไว้ให้เลือกแล้ว ก็ยังมีกุยช่ายไส้ต่างๆ ก๋วยเตี๋ยวหลอดนึ่งร้อนๆ ไส้ปู หมูแดง และไส้กุ้ง ใครที่เที่ยวในตัวเมืองกระบี่แล้วอยากเพิ่มพลังให้กระเพาะในยามเช้า แนะนำความอิ่มอร่อยและหลากหลายที่ร้านแห่งนี้เลย



10.เมื่อมื้อเช้าได้ถูกย่อย ก็มาต่อที่ร้าน​ คลองกรวดซีฟู้ด​ ร้านอาหารพื้นบ้านของกระบี่ ร้านเล็กๆ แต่ความอร่อยนี่ไม่เล็กจัดเป็นร้านยอดฮิตของเมืองกระบี่เลยทีเดียว กับบรรยากาศร้านติดลำคลอง ฝั่งตรงข้ามเป็นป่าชายเลนร้านตกแต่งแบบบ้านๆ สำหรับทีเด็ดของร้านนี้นั้นคือเมนูอาหารซีฟู้ดรสชาติจัดจ้าน สไตล์ปักษ์ใต้แท้ๆ หน้าตาอาหารอาจดูพื้นๆ แต่รสชาติไม่ธรรมดารับรองว่าจะต้องติดใจ ขอเพิ่มอีกมื้อแน่นอน

              กระบี่ไม่ไกลอย่างที่คิด แต่ถ้าคิด...แล้วไปให้ถึง จะเดินทางโดยรถส่วนตัว รถทัวร์ หรือสายการบิน ก็รอพร้อมให้บริการนักท่องเที่ยวที่กระหายความคิดถึงทุกคน ...ยังมีเรื่องราว เรื่องเล่า อีกมากมายที่รอให้ไปสัมผัสกับการท่องเที่ยวตามแบบฉบับชีวิตวิถีใหม่ รักษ์ธรรมชาติ ใส่ใจสิ่งแวดล้อมพร้อมร่วมสนับสนุนร้านอาหาร ที่พัก โรงแรม ของพี่น้องคนไทยไปด้วยกัน เที่ยวเมืองไทยสไตล์ไหนก็เท่...ว่ามั้ย!! #คิดถึงกระบี่ #คิด...แล้วไปให้ถึง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ททท. สำนักงานกระบี่ โทร.075622163, 075612811-2







ก.แรงงานมอบถ้วยพระราชทานฯ เชิดชูเกียรติสถานประกอบกิจการ ที่มีระบบบริหารจัดการด้านแรงงานยอดเยี่ยม

 


กระทรวงแรงงานจัดงาน Thailand Labour Management Excellence Award 2020 มอบถ้วยรางวัล พระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ แก่สถานประกอบกิจการที่มีระบบ บริหารจัดการด้านแรงงานยอดเยี่ยม นำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีของลูกจ้าง สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน และ ส่งเสริมให้มีการพัฒนาแรงงานที่ยั่งยืน สามารถเป็นต้นแบบให้กับสถานประกอบกิจการอื่นนำไปใช้พัฒนาองค์กร



นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล Thailand Labour Management Excellence Award 2020 ในวันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2563 ณ โรงแรมสวิส โฮเต็ล กรุงเทพฯ รัชดา เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ว่ากระทรวงแรงงานมีนโยบายสำคัญในการผลักดันและ ยกระดับการบริหารจัดการแรงงานในสถานประกอบกิจการให้มีมาตรฐาน เพื่อมุ่งสู่งานที่มีคุณค่า (Decent Work) โดยให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมด้านแรงงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานตามหลักสากล ซึ่งถือเป็นเงื่อนไข สำคัญอย่างหนึ่งของเวทีการค้าโลกในปัจจุบัน อันจะส่งผลให้ผู้ใช้แรงงานมีความมั่นคง และมีคุณภาพชีวิตในการ ทำงานที่ดีขึ้น นำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน การมอบรางวัล Thailand Labour Management Excellence Award 2020 เป็นการมอบรางวัลให้กับสถานประกอบกิจการที่มีความมุ่งมั่นสร้างระบบบริหาร จัดการด้านแรงงานอย่างยอดเยี่ยมตามมาตรฐานที่ได้กำหนดไว้ครบทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านแรงงานสัมพันธ์ และสวัสดิการแรงงาน ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และด้านมาตรฐาน แรงงานไทย โดยได้ขอพระราชทานถ้วยรางวัลจากสมเด็จพระกนิษฐา ธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 3 รางวัล แบ่งเป็น สถานประกอบกิจการขนาดใหญ่ กลาง เล็ก เพื่อเป็นเกียรติยศ และความภาคภูมิใจร่วมกันของนายจ้าง ลูกจ้างในสถานประกอบกิจการ ที่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการ มีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ใช้แรงงาน และสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคมด้านแรงงาน ให้เกิดขึ้น จนสามารถเป็นต้นแบบให้กับสถานประกอบกิจการอื่น ๆ นำไปใช้เป็นแบบอย่างในการพัฒนาองค์กรให้ ดียิ่งขึ้นต่อไป



นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวเพิ่มเติมว่าในปี 2563 นี้ สถานประกอบกิจการที่ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทาน จำนวน 3 รางวัล คือ

สถานประกอบกิจการขนาดใหญ่ (ลูกจ้างตั้งแต่ 1,000 คนขึ้นไป) ได้แก่ บริษัท ไทสัน โพลทรี (ไทยแลนด์) จำกัด (โรงงาน 5)

 สถานประกอบกิจการ ขนาดกลาง (ลูกจ้าง 300 ถึง 999 คน) ได้แก่ บริษัท แกมม่า อินดัสตรี้ส์ จำกัด และ

สถานประกอบกิจการขนาดเล็ก (ลูกจ้าง 1 ถึง 299 คน) ได้แก่ บริษัท เซอร์คิตอินดัสตรีส์ จำกัด

ซึ่งนอกจากรางวัลดังกล่าวแล้ว ยังมีการมอบรางวัล ให้กับสถานประกอบกิจการที่ได้รับรางวัลสูงสุดในแต่ละด้าน ได้แก่ รางวัลเกียรติยศสถานประกอบกิจการต้นแบบ ดีเด่นด้านความปลอดภัยฯ ปีที่ 20 และปีที่ 15 จำนวน 19 รางวัล รางวัลเกียรติยศสูงสุดสถานประกอบกิจการ ดีเด่นด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน 15 ปีติดต่อกัน จำนวน 44 รางวัล และรางวัลเกียรติยศ สถานประกอบกิจการที่ธำรงรักษาระบบมาตรฐานแรงงานไทยต่อเนื่อง 10 ปี จำนวน 3 รางวัล รวมอีก 66 รางวัล ภายในงานครั้งนี้ด้วย








 


GAC AION ขนที่สุดของซูเปอร์คาร์รถไฟฟ้า Hyper SSR ขุมพลัง 1,225 แรงม้า 0-100 กม.ต่อชั่วโมง ภายในเวลา 1.9 วินาที ให้ผู้ขับได้สัมผัสแรงกระชากในระดับ 1.7 G ในงาน Motor Expo 30 นี้

                 GAC AION  มาเหนือเมฆขนขุมพลังแห่งรถไฟฟ้า 100% ระดับไฮเอน Hyper SSR ด้วยขุมพลัง 1,225 แรงม้า 0-100 กม. ต่อชั่วโมง ภายในเวลา ...