วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ดีไอวายสายคล้องแมส โชว์พลังแห่งการให้ไม่สิ้นสุด “ยูเมะพลัส” เป็นปลื้มกิจกรรม “ส่งต่อ...ความห่วงใย” ปี 8 ส่งมอบรายได้เข้าสภากาชาดไทยตามเป้า

 


จากความที่เชื่อที่ว่า ด้วยพลังความร่วมแรงร่วมใจ คนละเล็กละน้อย จะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่         สู่การส่งต่อพลังแห่งการให้ไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้  บริษัท อีซี่ บาย จำกัด (มหาชน) เดินหน้าสานต่อกิจกรรมดีๆ เพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี  ล่าสุด ยูเมะพลัส “ส่งต่อ...ความห่วงใย” ปี 8   (Umay+ “PAY IT FORWARD” 8 ) เชิญนักแสดง ไมค์ ภัทรเดช และ พิม พิมประภา ร่วมกิจกรรมเชิญชวนแฟนๆ ในโค้งสุดท้าย บริจาค 50 บาท รับ Umay+ Pay It Forward Tote Bag สุดเก๋ รายได้ทั้งหมด ระดมทุนสนับสนุนงานวิจัยและรักษาโรคมะเร็งแก่ผู้ด้อยโอกาส ภายในงานยังมีนิทรรศการให้ความรู้โรคมะเร็ง, มินิคอนเสิร์ต จากศิลปิน และกิจกรรมสุดคลู DIYสายคล้องแมส โดยมี คุณขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย เป็นตัวแทนรับมอบเงินบริจาคในครั้งนี้รวมทั้งสิ้น 7,560,403.25  ล้านบาท (24 ก.ย. ณเซ็นทรัลเวิลด์) 



 มร.ทาเคโอะ โนดะ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีซี่ บาย จำกัด (มหาชน)  เผยว่า กิจกรรม ยูเมะพลัส “ส่งต่อ...ความห่วงใย” นี้ บริษัทฯ จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ถือเป็นอีกหนึ่งในกิจกรรม ซึ่ง จัดขึ้นตามพันธกิจขององค์กร  “เรา บริษัท อีซี่ บาย จำกัด (มหาชน) มุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจซึ่งสามารถเกื้อหนุนประโยชน์สูงสุดต่อสังคม” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ด้อยโอกาสในสังคมไทย ให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยในปีนี้วัตถุประสงค์ เพื่อระดมทุนสนับสนุนงานวิจัยและรักษาโรคมะเร็งแก่ผู้ด้อยโอกาสผ่านทางสภากาชาดไทย โดยมี  Umay+ Pay It Forward Tote Bag  เป็นสื่อกลางในการรวบรวมเงินบริจาค เป็นที่น่าภูมิใจว่า ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา เราได้ร่วมระดมเงินบริจาคจากกิจกรรม ยูเมะพลัส “ส่งต่อ...ความห่วงใย” (Umay+ “PAY IT FORWARD” ) ผ่านทางสภากาชาดไทย ไปแล้ว รวมทั้งสิ้นกว่า 65 ล้านบาท

 


ถามว่า ทำไมต้อง มะเร็ง? โรคมะเร็งถือเป็นโรคร้ายอันดับ 1 ที่คร่าชีวิตคนไทย ซึ่งมีผู้ป่วยด้อยโอกาสหลายคน ยังคงรอคอยความช่วยเหลือ ในปี 2563 นี้ กิจกรรม ยูเมะพลัส “ส่งต่อ...ความห่วงใย” ปี 8 (Umay+ “PAY IT FORWARD” 8)  ยังคงมุ่งเน้นจุดประสงค์ระดมทุนสนับสนุนงานวิจัยและรักษาโรคมะเร็งแก่ผู้ด้อยโอกาสผ่านทางสภากาชาดไทย เพื่อการค้นคว้าวิจัยรักษาโรคมะเร็ง

ความคาดหวังจากกิจกรรมครั้งนี้? การจัดกิจกรรมนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันในส่วนของบริษัทเอกชนที่จะช่วยเหลือ ร่วมสร้างการรับรู้และใส่ใจกับโรคร้ายนี้ให้มากขึ้น  โดยผู้มีจิตศรัทธา สามารถร่วมสมทบทุนได้ง่ายๆ เพียงร่วมสมทบทุนบริจาค 50 บาท รับทันที  Umay+ Pay It Forward Tote Bag  ที่ ยูเมะพลัส ทุกสาขาทั่วประเทศ ร่วมแรงร่วมใจ คนละเล็กละน้อย จะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา กับยอดบริจาครวมกว่า 65 ล้านบาท เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ถึงพลังแห่งการให้ของคนไทยอย่างดีเยี่ยม



ด้าน คุณขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย เผยว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี ขอบคุณภาคเอกชนที่จัดกิจกรรมดีๆ  ที่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมไทยขึ้น ปีนี้เราตั้งใจระดมเงินเพื่อสมทบทุนไปที่การสนับสนุนงานวิจัยและรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับหนึ่ง พร้อมกับตั้งเป้าลงไปช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็ง   ที่เป็นผู้ด้อยโอกาส ให้ได้รับการรักษาอย่างเท่าเทียม ซึ่งจะว่าไปพวกเขาเหล่านั้นยังรอคอยความช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก  นอกจากนั้นทุนดังกล่าว ยังจะนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญได้ศึกษาค้นคว้าหาวิธีการรักษาอย่างยั่งยืน”




ภายในงานครั้งนี้ได้ 2 นักแสดงร่วมช่องอย่าง ไมค์ ภัทรเดช  และ  พิม พิมประภา  มาร่วมสร้างสีสัน พร้อมเชิญชวนร่วมสมทบทุนบริจาค 50 บาท รับกระเป๋าถุงผ้า Umay+ Pay it forward tote bag  และแจกฟรีหน้ากากผ้า พร้อม DIY สายคล้องแมส นอกจากนั้นยังจัดมินิคอนเสิร์ต ให้แฟนๆ ได้ชมอย่างเต็มอิ่ม ทั้ง ไมค์ และ พิม ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

ขอบคุณสำหรับกิจกรรมดีๆ ที่ อีซี่บาย และ ยูเมะพลัส ได้จัดขึ้น เปิดโอกาสให้พวกเรา แฟนๆ รวมถึงประชาชนทั่วไป ได้ร่วมกันทำกุศล ส่งต่อการให้ ตามความเชื่อที่ว่า พลังการให้ ไม่สิ้นสุด ซึ่งเราเชื่อว่า ถ้าได้ปลูกฝังการให้ไปเรื่อยๆ  เท่ากับว่าเราสร้างสังคมที่น่าอยู่ยิ่งขึ้นไปร่วมกัน

อยากให้กิจกรรมดีๆ แบบนี้ดำเนินต่อไป เพื่อเชิญชวนคนไทยมารวมพลังสร้างสรรค์สังคม และช่วยเหลือพัฒนาคุณภาพชีวิตแก่ผู้ด้อยโอกาสทั่วประเทศร่วมกัน ด้วยพลังความร่วมแรงร่วมใจ คนละเล็กละน้อย จะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ สู่การส่งต่อพลังแห่งการให้ไม่มีที่สิ้นสุด”

 




หมายเหตุ

กิจกรรม ยูเมะพลัส “ส่งต่อ...ความห่วงใย” จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ด้อยโอกาสในสังคมไทย ให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  ผ่านทางสภากาชาดไทย

ปี 1 (2556) และ ปี 2 (2557) จัดขึ้นเพื่อระดมเงินสมทบทุนศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อมะเร็งเต้านม ผ่านทางสภากาชาดไทยเพื่อการค้นคว้าวิจัยฯ

ปีที่ 3 (2558) ปีที่ 4 (2559) และปีที่ 5 (2560) จัดขึ้นเพื่อระดมเงินสมทบทุนสมทบทุน ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ พิการ ทุพพลภาพในโครงการต่างๆ ผ่านทางสภากาชาดไทย

ปีที่ 6 (2561) ร่วมระดมเงินสมทบทุนบริจาคเพื่อสนับสนุนงานคลินิกเคลื่อนที่ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ ผ่านทางสภากาชาดไทย

ปีที่ 7 (2562) ร่วมระดมเงินสมทบทุนบริจาคสนับสนุนงานวิจัยและรักษาโรคมะเร็งแก่ผู้ด้อยโอกาส ผ่านทางสภากาชาดไทย

7 ปีที่ผ่านมา (2556-2561) อีซี่บาย และ ยูเมะพลัส  ได้ส่งมอบเงินบริจาคทั้งสิ้น จำนวน 65,315,562.75 บาท ให้แก่สภากาชาดไทย 









วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563

เปิดแล้ว งาน “Thailand Coffee Fest 2020” ครั้งที่ 5 มหกรรมกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างวันที่ 1 - 4 ตุลาคม 2563

 


นายวัลลภ ปัสสานนท์ นายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย เป็นประธานเปิดงาน “Thailand Coffee Fest 2020” ครั้งที่ 5 มหกรรมกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างวันที่ 1 - 4 ตุลาคม 2563 ภายใต้แนวคิด Coffee wisdom เรียนรู้ แลกเปลี่ยน แบ่งปัน ภายในงานรวมร้านกาแฟสุดชิคกว่า 200 ร้านค้า และกิจกรรมมากมาย โดยมี อภิชา แย้มเกษร, ชาตรี ตรีเลิศกุล, ช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา, ศุภชัย ศรีวิตตาภรณ์ และบรูน่า ซิลวา มาร่วมงานด้วย ที่ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 6-7 เมืองทองธานี วันนี้

รูปภาพจากซ้าย

1.           นายชาตรี ตรีเลิศกุล เลขาธิการสมาคมกาแฟพิเศษไทย

2.           นายอภิชา แย้มเกษร อุปนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

3.           นางสาวบรูน่า ซิลวา

4.           นายวัลลภ ปัสสานนท์ นายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

5.           นายช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลาวด์แอนด์กราวนด์ จำกัด

6.           นายศุภชัย ศรีวิตตาภรณ์ อุปนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

7.           นายต่อพงศ์ ตันตราภรณ์ กรรมการฝ่ายกิจกรรมสมาคมกาแฟพิเศษไทย











“แว่นท็อปเจริญ” แชร์สารพัดประโยชน์ของแว่นตามีดีมากกว่าที่เห็น

 


ทราบหรือไม่ว่า ตัวการร้ายทำลายสายตามีอยู่ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นรังสียูวีจากแสงแดด หรือแสงสีฟ้าจากโทรศัพท์มือถือ หน้าจอคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต ดังนั้นแว่นสายตาและแว่นกันแดดจึงเป็นไอเท็มสำคัญที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันที่ทุกคนควรมีติดตัวไว้ และเนื่องในวันสายตาโลกซึ่งในปี 2563 นี้ตรงกับวันที่ 8 ตุลาคม “แว่นท็อปเจริญ” โดยนายแพทย์นพวุฒิ ตรีพรชัยศักดิ์ จักษุแพทย์ จึงได้รวบรวมประโยชน์ทุกมุมทุกด้านของแว่นตามาฝาก เพื่อนำไปใช้ปกป้องดวงตาคู่เดียวของเรา รวมถึงเน้นย้ำการดูแลสุขภาพดวงตาให้ดียิ่งขึ้น


ประโยชน์อย่างแรกที่ทุกคนทราบกันดีว่าแว่นตาช่วยแก้ไขปัญหาสายตา ให้กลับมามองเห็นชัดเจนเป็นปกติ ช่วยแก้ไขปัญหาสายตาสั้น สายตายาวหรือสายตาเอียง อันเนื่องมาจากพฤติกรรมการใช้สายตา ค่าสายตาที่เปลี่ยนไปตามอายุ เกิดจากกรรมพันธุ์หรือบ้างก็เกิดจากอุบัติเหตุ โดยการเลือกใช้แว่นสายตาส่วนใหญ่มักใช้ตามวัตถุประสงค์การใช้งานที่มีหลากหลายรูปแบบ อาทิ แว่นสำหรับผู้ที่สายตาสั้น หรือแว่นอ่านหนังสือสำหรับผู้ที่มีสายตายาวตามวัย ทั้งยังช่วยแก้ไขปัญหายอดฮิตสำหรับคนในยุคนี้ คือการใช้แว่นตาเพื่อปกป้องแสงสีฟ้าจากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นภัยต่อดวงตา ทั้งผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือเป็นประจำ ซึ่งหากดวงตากระทบกับแสงสีฟ้านานเกินควร ก็จะส่งผลเสียต่อเซลล์จุดรับภาพของดวงตา จึงควรหันมาสวมแว่นตาที่ประกอบเลนส์ตัดแสงสีฟ้าหรือเลนส์บลูคัท เพื่อช่วยถนอมสุขภาพดวงตาในระยะยาว


แม้ในตอนนี้จะมีคอนแทคเลนส์หรือการผ่าตัดเลสิกเพื่อแก้ไขปัญหาสายตา แต่การใช้แว่นตาก็ยังเป็นที่นิยมมากที่สุด อีกทั้งแว่นตายังเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยปกป้องดวงตาต่อการสัมผัสโดยตรงกับลมและแสงแดด ลดการระคายเคือง หรือคนที่มีภาวะตาแห้ง รวมถึงการสวมแว่นตายังช่วยลดโอกาสหรือความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัส และฝุ่นละอองเข้าดวงตา จนเกิดอาการอักเสบบริเวณดวงตา โดยเฉพาะผู้มีปัญหาโรคต้อลม ต้อเนื้อ และคนที่มีประวัติภูมิแพ้ที่ตา เช่น แพ้เกสรดอกไม้ แพ้ไรฝุ่น ก็สามารถใช้แว่นตาช่วยป้องกันได้ในระดับหนึ่ง


ประโยชน์ของแว่นตาที่สำคัญไม่แพ้เรื่องการแก้ไขปัญหาด้านสายตา คือการช่วยปกป้องดวงตาจากแสงแดดจ้าที่มีรังสียูวีซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคต้อกระจกและโรคจอตาเสื่อม รวมถึงโรคต้อลมและต้อเนื้อ ทั้งนี้ควรเลือกซื้อแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันทั้งรังสียูวีเอและยูวีบีได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากร้านที่น่าเชื่อถือ มีมาตรฐานและการรับประกันคุณภาพ นอกจากนี้แว่นตากันแดดยังช่วยถนอมดวงตา ทำให้การมองเห็นสบายยิ่งขึ้น ไม่ต้องหรี่ตาเมื่อเจอแสงแดดจ้า ลดการเกิดอาการตาพร่ามัว ลดการเกิดริ้วรอยรอบดวงตา และปกป้องผิวพรรณบริเวณรอบดวงตาได้อีกด้วย


มาที่ประโยชน์ของแว่นตาเซฟตี้ที่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากการทำงานที่มีความเสี่ยง เช่น ช่างฝีมือหรือผู้ที่มีอาชีพเกี่ยวกับการเจียระไนวัตถุ การตัดเหล็กเจียรเหล็ก งานกระจกงานไม้ ซึ่งมีโอกาสที่เศษเหล็กหรือเศษวัตถุจะกระเด็นเข้าตา จึงควรเลือกเลนส์แว่นตาเซฟตี้ที่ทำมาจากวัสดุเอ็มอาร์-8 (MR-8) หรือโพลีคาร์บอเนตที่มีเนื้อวัสดุเหนียวคงทนสามารถกันกระแทกได้ดี หรือผู้ที่ต้องทำงานด้านสารเคมีก็ควรสวมแว่นตาเพื่อป้องกันการระเหยของเคมี รวมไปถึงผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดดวงตา หากสวมแว่นตาจะช่วยป้องกันการเผลอขยี้ตาได้ สุดท้ายนี้ไม่ว่าจะเป็นแว่นสายตาหรือแว่นกันแดด สิ่งที่ถูกใจใครหลายคนคือเรื่องการสวมแว่นเพื่อเสริมบุคลิกภาพของผู้สวมใส่ให้ดูดี ดูน่าเชื่อถือ และเป็นแฟชั่นไอเท็มที่ช่วยคอมพลีทลุคได้อย่างมีสไตล์


เนื่องในเดือนแห่งวันสายตาโลก แว่นท็อปเจริญ ขอร่วมเน้นย้ำให้ทุกท่านหมั่นดูแลใส่ใจและปกป้องดวงตาของตนเองและครอบครัวให้มีสุขภาพที่ดีอยู่เสมอ พร้อมชวนประชาชนเข้ารับบริการตรวจวัดสายตาเป็นประจำโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสายตา ด้วยเครื่องมือตรวจวัดสายตาที่มีคุณภาพมาตรฐาน ที่ร้านแว่นท็อปเจริญทุกสาขาใกล้บ้าน “เพราะสายตาที่ดี คือส่วนสำคัญของการดำเนินชีวิต” เราจึงปรารถนาให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพดวงตาที่ดีขึ้น 

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ Facebook.com/TopCharoenOpticalOfficial เว็บไซต์ www.topcharoen.co.th หรือไลน์ @topcharoen หรือโทร. 02–612–4170




ร้อง ผวจ.เชียงใหม่สั่งปิด รร.ดาราเทวีอย่างถาวร หลังผู้บริหารไม่ต่อใบอนุญาต พนักงาน 200 ชีวิตเดือดร้อนหนักโดนยื้อไม่จ่ายค่าชดเชย รวมกว่า 100 ล้านบาท

 


เมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ พนักงานโรงแรมดาราเทวี ต.ท่าศาลา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จำนวนกว่า 200 คน ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการเลื่อนเปิดกิจการ รวมตัวกันเดินทางมาพบนายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผวจ.เชียงใหม่  เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามหน้าที่ ในฐานะนายทะเบียน ตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547  ขอให้มีคำสั่งปิดกิจการโรงแรมดังกล่าว อย่างถาวร เนื่องจากไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม หลังจากที่โรงแรมไม่จ่ายค่าจ้างพนักงาน

โดยนายอำนาจ ปันสุพฤกษ์  พนักงานตำแหน่งผู้จัดการห้องอาหารจีน กล่าวว่า ได้รวมกลุ่มกับพนักงานโรงแรม เพื่อขอให้ทางจังหวัดช่วยดำเนินการเรียกร้องเงินเดือน จากทางโรงแรม โดยปัจจุบันพนักงานประมาณ 300 คน มูลค่าที่โรงแรมจะต้องชดเชยให้กับพนักงานทั้งหมดประมาณ 100 ล้านบาท เฉพาะของตัวเองมูลค่ารวมประมาณ 3 ล้านบาท ซึ่งพนักงานได้รับความเดือดร้อนเดือดร้อนเกี่ยวข้องตามกฎหมาย อันเกิดจากการกระทำความผิดของผู้ประกอบกิจการโรงแรม

 น.ส.กุลธนา พึ่งพิณ พนักงานตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการร้านของที่ระลึก  กล่าวว่า วันนี้ที่เดินทางมาพร้อมกัน เพื่อขอให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัด มีคำสั่งปิดกิจการถาวร เนื่องจากใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรมขาดไปแล้ว 2 เดือน ซึ่งตามกฎหมายหากเกิน 2 เดือนจะต้องมีการพิจารณาขออนุญาตใหม่ทั้งหมด ซึ่งต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1ปี และจากสภาพโรงแรม ณ ปัจจุบันไม่สามารถที่จะฟื้นฟูให้กลับมามีสภาพที่พร้อมเปิดให้บริการได้ ซึ่งหากจะปรับปรุงเชื่อว่าจะต้องใช้เงินหลายร้อยล้านบาท

ตัวแทนพนักงานรายหนึ่งเปิดเผยสาเหตุที่โรงแรมต้องปิดตัวลงอย่างถาวรเนื่องมาจากมีการโอนย้ายยักยอกเงินรายได้ทั้งหมดของโรงแรมไปยังบริษัทอื่น ตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ทำให้โรงแรมไม่มีรายได้เข้าบัญชีของโรงแรม รายได้จากการขายห้องพัก จากการขายอาหาร จากการจัดเลี้ยง ทุกบาททุกสตางค์ถูกโอนไปยังบัญชีอื่นเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ของโรงแรม ตามมายึดอายัดได้ ทำให้โรงแรมขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินจ่ายค่าเซอร์วิสชาร์ทของพนักงานตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา และไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนพนักงาน ตั้งแต่เดือน ก.พ.จนพนักงานทั้งหมดรวมตัวกันประท้วงผู้บริหารจนเป็นข่าวใหญ่ หน้า 1 นสพ.เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ก่อนพนักงานจะพากันไปร้องเรียนกรมแรงงาน และฟ้องร้องเป็นคดีที่ศาลแรงงาน ขณะเดียวกันบรรดาเจ้าหนี้พากันรุมฟ้องร้องโรงแรมและผู้บริหาร ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งนับสิบคดี เนื่องจากผู้บริหารโรงแรมไม่จ่ายเงินชำระหนี้ จนศาลมีคำสั่งอายัดบัญชีเงินฝากที่ธนาคารทุกบัญชีทำให้โรงแรมขาดสภาพคล่องไม่มีบัญชีธนาคารที่จะทำธุรกิจได้

อีกสาเหตุมาจากกรณีที่ผู้บริหารโรงแรมแท้จริงแล้วคือผู้บริหารของบริษัทอินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (IFEC) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ที่ตั้งใจปล่อยให้ใบอนุญาตธุรกิจโรงแรมขาดอายุไปตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา ตามกฏหมายแล้วเมื่อใบอนุญาตขาดอายุเกินสองเดือนก็จะต้องยื่นขอใบอนุญาตใหม่หมด เหมือนกับการขอเปิดโรงแรมใหม่ ที่ต้องใช้เอกสารและมีขั้นตอนมากมายซึ่งผู้บริหารโรงแรมไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน เท่ากับว่าโรงแรมดาราเทวีต้องปิดกิจการลงอย่างถาวรอีกทั้งทรัพย์สินอาคารและที่ดินทั้งหมดก็ถูกเจ้าหนี้ยึดไว้รอการขายทอดตลาดต่อไป



นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผวจ.เชียงใหม่

นายเจริญฤทธิ์ ผวจ.เชียงใหม่ กล่าวว่า หลังจากรับเรื่องแล้วต้องมาพิจารณาตามข้อกฎหมายว่าจะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพนักงานได้มากน้อยขนาดไหน ในส่วนกระบวนการด้านแรงงานได้มีการดำเนินการถึงชั้นศาล ขณะที่สำนักงานวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จะเข้าไปกำกับดูแลให้มีการปฏิบัติตามคำสั่งศาล

ส่วนประเด็นวันนี้ กรณีที่โรงแรมไม่ได้ขอต่อใบอนุญาต ขณะที่พนักงานยังคงสภาพ หากมีการปิดกิจการอย่างชัดเจน พนักงานจะได้รับสิทธิตามกฎหมายแรงงาน ในส่วนนี้จะต้องนำมาพิจารณาตามข้อกฎหมายได้อย่างไร เพื่อให้พนักงานได้รับสิทธิตามกฎหมายแรงงาน อย่างไรก็ตาม จะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้ไปสำรวจสภาพทั่วไปของโรมแรมดาราเทวี พบว่าตั้งแต่เกิดสถานการณ์โควิด -19 มาจนถึงปัจจุบันโรงแรมได้เลื่อนเปิดกิจการมาแล้วสองครั้ง ล่าสุดกำหนดเปิดวันนี้ 1 ต.ค. แต่ก็เปิดไม่ได้  ซึ่งการที่โรงแรมปิดสนิทไม่ได้ใช้งานอยู่หลายเดือน ขาดการดูแลรักษา อุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ เช่น ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบไฟฟ้า ไม่สามารถใช้งานได้เพราะถูกตัดน้ำตัดไฟ และถูกเจ้าหนี้ยึดหม้อแปลงไฟฟ้าไปหมด

ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ก.ย. นายทวิช เตชะนาวากุล และ นายหาญ เชี่ยวชาญ กรรมการบริษัทโรงแรมดาราเทวี จำกัด ได้มีประกาศแจ้งพนักงานฯปิดกิจการชั่วคราวอีกครั้ง อ้างเหตุผลอันเนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 เลื่อนเปิดออกไปอีก 60 วันตั้งแต่ 1 ต.ค.ถึง 30 พ.ย.63

พนักงานทั้งหมดเชื่อว่าบริษัทไอเฟคซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ ดาราเทวี ตั้งใจปิดกิจการโรงแรมดาราเทวีและหลีกเลี่ยงไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายให้กับพนักงานทุกคน ซึ่งมีพนักงานจำนวนมากที่มีอายุงานมากกว่า 10-16 ปี ต้องใช้เงินมากกว่า 30 ล้านบาทจ่ายค่าชดเชย

ผู้บริหารของบริษัทไอเฟคจึงใช้วิธีประกาศว่าจะเปิดโรงแรมในวันนั้นวันนี้แล้วเลื่อนมาโดยตลอด และสัญญาว่าจะจ่ายเงินค่าจ้าง 75% ของเงินเดือนให้ทุกเดือนซึ่งไม่มีใครเคยได้รับเลย ยกเว้นกลุ่มพนักงานที่ใกล้ชิดกับผู้บริหารบางรายเท่านั้น

วันนี้พนักงานโรงแรมทั้งหมดจึงต้องรวมตัวกันมาร้องเรียนขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ในฐานะนายทะเบียนโรงแรม ได้มีคำสั่งให้ปิดกิจการโรงแรมอย่างถาวร เพราะถ้าไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรมตามกฏหมายแล้ว พนักงานทั้งหมดจะได้มีโอกาสยื่นฟ้องร้องศาลแรงงาน ขอเงินค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานจากทางโรงแรมและผู้บริหารต่อไปได้








SF brandname ยืนหนึ่งในเรื่องสินค้าแบรนด์เนมมือสอง อันดับ 1 ของเมืองไทย ที่มาแรง

 



การค้าขายผ่านออนไลน์เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดกระเป๋าแบรนด์เนมมือสองเติบโตอย่างต่อเนื่องและไม่มีทีท่าว่าจะลดลง แม้กระแสของ โควิด-19 ก็ยังไม่อาจทำให้ผู้บริโภคลดความต้องการลง  SF brandname (เอสเอฟ แบรนด์เนม) หนึ่งในผู้ประกอบการแถวหน้าของวงการเตรียมรุกตลาดครั้งใหญ่ ชูจุดขายด้าน ราคาดี คุณภาพสูง และความซื่อสัตย์ เป็นหัวหอก ลุยตลาด   

  นายวัฒนพล อุทยานะกะ หรือ คุณสุด นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงดีกรีนักเรียนนอกปริญญาโท Digital Marketing จากประเทศอังกฤษ เจ้าของร้าน SF brandname (เอสเอฟ แบรนด์เนม)  เปิดเผยว่า ภาพรวมของตลาดสินค้าแบรนด์เนมมือสองยังคงเติบโตไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าประเภทกระเป๋า เจาะจงลงไปกว่านั้นคือ กระเป๋าถือของผู้หญิง ทำให้มีคนสนใจกระโดดเข้าสู่วงการนี้เป็นจำนวนมาก การแข่งขันในตลาดก็จะรุนแรงเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย สิ่งสำคัญคือ เมื่อมีผู้ซื้อ ผู้ขาย เป็นจำนวนมาก ปัญหาต่างๆที่ตามมาก็เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน การที่จะสามารถอยู่รอดในธุรกิจนี้อย่างยั่งยืน และมั่นคง จำเป็นต้องมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการทำตลาด ซึ่ง SF brandname เลือกใช้มาตลอดตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำธุรกิจในวงการนี้ คือ สินค้าจะต้องมีราคาที่ดี สมเหตุสมผล ไม่เอาเปรียบทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย สินค้าจะต้องมีคุณภาพที่ดีผ่านการตรวจสอบตามขั้นตอนที่เข้มงวดของบริษัท และสุดท้ายต้องมีความซื่อสัตย์ในการทำธุรกิจ ตรงไปตรงมาในคุณภาพของสินค้า เพราะของมือสองจะมีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะมากจนอาจนำไปสู่ความคาดหวังที่ผิดพลาดได้ทั้งจากผู้ซื้อและผู้ขาย

SF brandname ในฐานะแหล่งซื้อขายสินค้าแบรนด์เนมมือสองที่ใหญ่ที่สุด ทำหน้าที่เป็นคนกลางที่คอยสรรหาสินค้ามาให้กับผู้ที่สนใจจะซื้อ และช่วยขายสินค้าให้กับผู้ที่ต้องการจะขาย จึงมีความสำคัญมากที่จะต้องประสานทั้ง 3 อย่างคือ ราคาที่ดีต่อทั้งสองฝ่าย คัดสรรแต่สินค้ามือสองที่ดีมีคุณภาพ และมีความซื่อสัตย์ในตัวสินค้าให้กับผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติในการทำธุรกิจของเรามาโดยตลอด จนปัจจุบันนี้

SF brandname สามารถเติบโตมาได้อย่างต่อเนื่อง และมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับทั้งของผู้ซื้อและผู้ขายในวงการสินค้าแบรนด์เนมมือสอง ” คุณสุด กล่าว





ด้านนางสาวสมฤทัย สางชัยภูมิ หรือ คุณออน นักธุรกิจหญิงมากความสามารถ คลื่นลูกใหม่ในวงการสินค้าแบรนด์เนมมือสองที่มาแรง และน่าจับตามองมากที่สุดในเวลานี้ รวมถึงยังเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มก่อตั้งร้าน SF brandname (เอสเอฟ แบรนด์เนม) เปิดเผยเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับกลุ่มลูกค้าออนไลน์ จึงได้มีการทำหน้าร้าน SF brandname ขึ้นมา สำหรับเป็นแหล่งรวมสินค้าของทางร้าน และเป็นที่ตรวจสอบรับมอบสินค้าได้ ไว้ที่ True Digital Park (สุขุมวิท 101 ใกล้ BTS ปุณณวิถี) ถือเป็นร้านแบรนด์เนมมือสองบริการครบวงจรเจ้าแรกของไทย ที่ติดแนวรถไฟฟ้าเดินทางไป-มาสะดวก เป็นศูนย์รวมสุดยอดสินค้าแบรนด์เนมมือสองหลากหลายแบรนด์ชั้นนำ Chanel, Gucci ,Hermes ,Prada ,Louis Vuitton ฯลฯ มีสินค้ามากกว่าหลายพันไอเท็ม การันตีทั้งคุณภาพ ราคา และสินค้าของแท้ 100% ที่มาพร้อมบริการหลังการขายที่ดี  

              “ ในวงการสินค้าแบรนด์เนมมือสอง ความน่าเชื่อถือ มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ด้วยความเป็นสินค้ามือสอง รายละเอียดปลีกย่อยก็จะมีเยอะมากตามมา การมีหน้าร้านถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า เรามีกลยุทธ์ในการทำตลาดเต็มรูปแบบเช่นเดียวกับสินค้าแบรนด์ใหญ่ๆ โดยให้ความสำคัญกับเรื่องแบรนด์เป็นอย่างมาก เรามีการนำเทคโนโลยีและเครื่องมืออันทันสมัยในการตรวจสอบสินค้ามือสองจากต่างประเทศมาใช้งาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า และในอนาคตอันใกล้จะมีการจัดทำเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเต็มรูปแบบเพื่อให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายสามารถทำธุรกรรมกันได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ได้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ครบถ้วน รอบด้าน นอกจากนี้ทางร้านยังมีการรับซื้อคืนในทุกรายการสินค้าที่ลูกค้าได้ซื้อไป และมีการจัดโปรโมชั่นต่างๆอย่างต่อเนื่อง เช่น นอกจากส่วนลดในแคมเปญต่างๆแล้ว ยังสามารถผ่อนสินค้าได้ด้วยดอกเบี้ย 0 % จำนวน 10 เดือน จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการต่างๆ เป็นต้น ” คุณออน กล่าว   

ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถแวะชมสินค้าได้ที่ SF brandname ห้อง 140-B ชั้น 1     โครงการ 101 True Digital Park (สุขุมวิท 101 ใกล้ BTS ปุณณวิถี) โทรศัพท์ 082-676-9094                                                            

Facebook fanpage : SFBrandname รับซื้อ ฝากขาย กระเป๋าแบรนด์เนมแท้ มือสอง เน้นหลุยส์            

 IG : sfbrandname     

 Line@ : @sfbrandnamebkk    

 https://sfbrandname.com


วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563

“สรรค์สร้างไทย.....อนาคตไทย” รวมพลังกันสร้างเยาวชนคนรุ่นใหม่ทางการเมืองให้มีภาวะผู้นำที่ดีในอนาคต

 


          นักวิชาการ สถาบันเครือข่ายไทยสร้างสรรค์(สคทส.)Thai Sangsan Institute มองปัญหาสังคมวันนี้คนที่มีบทบาทหน้าที่”ขาดจิตสำนึกความรับผิดชอบสาธารณะ”  หรือ ไม่มี Accountability เดินหน้าสร้างภาวะผู้นำให้ New Gen” ในโครงการ Young Political Leadership มีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นผู้นำมิติใหม่ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างสูง พร้อมเปิดตัวประธานคนรุ่นใหม่ 4 ภาค(โปรเจ็คภาวะผู้นำรุ่นใหม่) 

            นายสมชาย  พหุลรัตน์  ประธานสถาบันเครือข่ายไทยสร้างสรรค์(สคทส.)Thai Sangsan Institute กล่าวถึงการเดินหน้าโครงการ”สรรค์สร้างไทย.....อนาคตไทย” ที่ประกอบด้วยคณะกรรมการที่มีจิตอาสา จะรวมกันทำสิ่งดีๆให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน อันประกอบด้วย ศ.ดร.สุรพล  บุญประถัมภ์ นักวิชาการด้านศาสนา,Prof.อิน  นฤหล้า นักวิชาการนานาชาติ(Program Leadership)และอดีตคณะบริหารธุรกิจเอแบค, อ.สุพัฒก์  ชุมช่วย นักวิชาการ(GTO), Prof.ปีแอร์ เดอลาลองด์  ,  Prof.สก็อต  บัดเล่ย์,  อาจารย์นิดาวรรณ เพราะสุนทร (ผอ.หลักสูตรนิติฯม.รังสิต) , พ.ต.อ.สุรโชค เจษฎาเดช “สารวัตรแรมโบ้”ประธานมูลนิธิต่อต้านป้องกันอาชญากรรมและยาเสพติด(หนึ่งในแกนนำรวมพลังทำดีเพื่อแผ่นดินที่ไปจัดตั้งพรรคสร้างสรรค์Creativity Party) รวมท้งนักวิชาการอีกหลายสาขาที่มารวมพลังกันสร้างเยาวชนคนรุ่นใหม่ทางการเมืองให้มีภาวะผู้นำที่ดีในอนาคต แม้ว่าโลกทุกวันนี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกาวิวัฒน์และเป็นโลกในยุคเทคโนโลยี่และเอไอ AI(หุ่นยนต์) แต่สำหรับประเทศไทยของเราจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรต้องนึกถึง 3 สถาบันหลักไว้ให้แน่นก็คือ ชาติ ศานสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งในช่วงเดือนตุลาคมฯนี้ทางสถาบันฯจะเปิดตัวเยาวชนคนรุ่นใหม่ Young Political Leadership ทั้ง 4 ภาค  ที่จะมารวมกันขับเคลื่อนทำในสิ่งดีๆในแผ่นดินเป็นพลังรุ่นใหม่ของสถาบันฯ และปลูกฝังจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสาธารณะต่อสังคมให้สูงมาก ๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อจะไม่ให้เขาไปคิดหรือทำในสิ่งที่ผิด ๆ  ถ้าจิตสำนึกของเขาถูกปลูกฝังให้คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อส่วนรวมต่อประเทศชาติแล้วเราเชื่อว่าเขาจะไม่ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

            สถาบันฯเรามีนักวิชาการที่มีความรู้และประสบการณ์การอบรมองค์กรระดับนานาชาติมาแล้ว ในการที่จะมาร่วมกันผลักดันให้เกิดพลังของคนรุ่นใหม่ที่จะมาร่วมกันสร้างและทำในสิ่งที่ดี ๆในสังคมและประเทศชาติและเดินไปพร้อมกับคนที่อาวุโสกว่าไปด้วยกันเราจะไม่ขัดแย้งกัน...อย่างผมและท่านอาจารย์สุพัฒก์และหลาย ๆท่านได้กล่าวในหลายเวทีที่ฝึกอบรมว่า” คนส่วนหนึ่ง..หรือคนที่มีบทบาทหน้าที่สำคัญในบ้านเมืองของเรา บางที(บางคน)ขาดภาวะผู้นำ)และขาดจิตสำนึกความรับผิดชอบสาธารณะหรือ Accountability  ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมาก ถ้าในจิตส่วนลึกของคนๆคนหนึ่ง ถ้ามีจิตที่มีความรับผิดชอบต่อสาธารณะต่อสังคม การตัดสินใจที่จะทำอะไรที่ไม่ดีไม่งามก็มักจะไม่เกิดขึ้น ถ้าเรามองปัญหาของสังคมหรือแม้กระทั่งเรื่องของการเมือง สิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นปัญหาประชาชนยอมรับไม่ได้ก็เพราะสิ่งที่เกิดขี้นมานั้นไม่โปร่งใสตรงไปตรงมา  เล่นพรรคเล่นพวก จึงเกิดความไม่เป็นธรรม ความรู้สึกของคนจึงยอมรับไม่ได้  ซึ่งพวกเรานักวิชาการในสถาบันฯทุกคนมองเห็นว่าเราต้องมาปลูกฝังและสร้างคนรุ่นใหม่ที่เขาจะต้องมามีบทบาททางสังคมหรือประเทศชาติ หรือบางคนในอนาคตอาจจะมาเป็นนักการเมือง  ให้บุคคลเหล่านี้ได้มีจิตความรับผิดชอบสาธารณะต่อสังคมและต่อประเทศชาติให้สูงมาก ๆ  ยิ่งกว่าคนธรรมดาทั่วไป เพื่อให้สังคมไทยเป๋นสังคมที่มีความสุขเราต้องรวมมือกันสร้างสรรค์ สรรค์สร้างสิ่งดี ๆ เพื่อประเทศไทยของเรา.

 


วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2563

แพทย์แนะวิธีรักษา ‘โรคเบาหวาน’ นวัตกรรมยาตรวจสุขภาพ หมั่นออกกำลังกาย

 


สถานการณ์ผู้ป่วย โรคเบาหวาน” กำลังเพิ่มสูงขึ้นในประเทศไทย และยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้ป่วยโรคนี้ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เพราะจะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายกว่าคนปกติ

จากผลสำรวจสุขภาพประชาชนปี 2557 พบว่าคนไทย 4.8 ล้านคนป่วยเป็นโรคเบาหวาน ในกลุ่มคนไทยอายุ 60-79 ปี พบว่าป่วยเป็นโรคเบาหวานถึง 19% ที่น่าตกใจคือเด็กและวัยรุ่นเป็นโรคนี้มากขึ้น โดยผู้ป่วยวัย 15 ปีขึ้นไป พบว่าป่วยเป็นโรคเบาหวาน 8.9% และส่วนมากไม่รู้ตัวมาก่อน

รศ.พญ.นันทกร ทองแตง แพทย์สาขาวิชาต่อมไร้ท่อ และเมตะบอลิสม ภาควิชาอายุรศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า โรคเบาหวานทำให้คนไทยอายุสั้นลงจากการเสียชีวิตก่อนวัย โดยพบผู้มีอายุ 60 ปีป่วยเป็นโรคเบาหวาน อายุจะสั้นลง 6 ปี หากเป็นโรคเบาหวานร่วมกับโรคหลอดเลือดหัวใจอายุจะสั้นลง 12 ปี และการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังต่ออวัยวะต่างๆ เช่น ตาบอด ไตวาย เท้าเป็นแผลเรื้อรัง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคอัมพฤกษ์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม โรคเบาหวานสามารถป้องกันได้ ด้วยการปรับพฤติกรรมการกิน หมั่นออกกำลังกาย และลดน้ำหนักตัวลงอย่างน้อย 5-7% ของน้ำหนักตั้งต้น จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานลงได้ 30-50% และควรตรวจคัดกรองโรค โดยผู้อายุ 35 ปีขึ้นไปควรเจาะเลือดตรวจ ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น มีน้ำหนักตัวเกิน หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ควรตรวจให้เร็วกว่าปกติ



รศ.พญ.นันทกร ระบุด้วยว่า สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานแล้ว มีวิธีการรักษาไม่แตกต่างจากการป้องกัน กล่าวคือ หัวใจสำคัญของการรักษา ได้แก่ การปรับพฤติกรรม ร่วมกับใช้ยารักษาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งปัจจุบันมียารักษาหลายกลุ่มทั้งยากินและยาฉีด เป็นทางเลือกให้กับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งยาฉีดมีทั้งที่เป็นยาฉีดอินซูลินและยาฉีดที่ไม่ใช่อินซูลิน หรือยาฉีดจีแอลพีวัน อะนาล็อก (GLP-1 Analogue) ยาชนิดใหม่ๆ ถูกพัฒนามาเพื่อลดผลข้างเคียงที่อันตราย ได้แก่ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) นอกจากนี้ ยาบางชนิด เช่น ยาฉีดจีแอลพีวัน อะนาล็อก และยากินบางกลุ่ม ยังมีผลช่วยลดน้ำหนักตัวของผู้ป่วยได้ เป็นต้น โดยแพทย์จะเลือกใช้ยาตามความเหมาะสมและข้อบ่งใช้ของผู้ป่วยแต่ละราย

ยารักษาโรคเบาหวานในปัจจุบันยังมีการพัฒนาให้ผู้ป่วยบริหารยาได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และเจ็บตัวน้อยลง เช่น การรวมเม็ดยา จากเดิมที่ต้องกิน 2-3 เม็ดก็รวมเหลือ 1 เม็ด การรวมยาฉีด 2 ชนิดในเข็มเดียว การพัฒนาเข็มและอุปกรณ์การฉีดยาให้เล็กลง เพื่อให้เจ็บน้อยลง และ การพัฒนายาฉีดจากเดิมต้องฉีดทุกวันเป็นฉีดเพียงสัปดาห์ละครั้ง เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วย เช่น เครื่องติดตามระดับน้ำตาลของผู้ป่วยแบบเรียลไทม์ (real time) ติดบริเวณท้องหรือต้นแขน โดยเครื่องจะทำการตรวจวัดระดับน้ำตาลโดยอัตโนมัติ ทุกๆ 5 นาที และแสดงผลให้ทราบทันทีทางหน้าจอ ผู้ป่วยและญาติสามารถทราบระดับน้ำตาลของตนเองโดยไม่ต้องเจาะเลือดที่ปลายนิ้ว ช่วยป้องกันการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ และช่วยให้แพทย์ปรับยาได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีแอปพลิเคชัน หรือเครื่องมือช่วยคำนวณปริมาณคาร์โบไฮเดรตหรือแคลอรี่ในอาหารแต่ละจาน เพื่อควบคุมการรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับภาวะของผู้ป่วย รวมถึงอุปกรณ์ติดตามการออกกำลังกาย เช่น เครื่องนับก้าวในการเดิน การเผาผลาญพลังงานของร่างกาย เป็นต้น

แม้เทคโนโลยีจะก้าวไกล มียาดีแค่ไหน ก็ต้องควบคุมพฤติกรรมการกินอยู่ไปพร้อมกันด้วย ที่สำคัญ คือ ต้องหมั่นสำรวจตนเองและรีบมาตรวจคัดกรองโรคแต่เนิ่นๆ อย่าปล่อยไปจนโรคเบาหวานลุกลามจนเกิดภาวะแทรกซ้อนไปแล้ว เพราะมันอาจสายเกินไป” รศ.พญ.นันทกรกล่าวทิ้งท้าย



 



GAC AION ขนที่สุดของซูเปอร์คาร์รถไฟฟ้า Hyper SSR ขุมพลัง 1,225 แรงม้า 0-100 กม.ต่อชั่วโมง ภายในเวลา 1.9 วินาที ให้ผู้ขับได้สัมผัสแรงกระชากในระดับ 1.7 G ในงาน Motor Expo 30 นี้

                 GAC AION  มาเหนือเมฆขนขุมพลังแห่งรถไฟฟ้า 100% ระดับไฮเอน Hyper SSR ด้วยขุมพลัง 1,225 แรงม้า 0-100 กม. ต่อชั่วโมง ภายในเวลา ...