วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2564

“อนุกรรมการนวัตกรรมสื่อ” แถลงผลการดำเนินงานปี 2564 และแผนปี 2565 ดึง “จอห์น นูโว” “ซี ฉัตรปวีณ์” ร่วมเสวนาสื่อสร้างสรรค์

 



กรุงเทพฯ, 14 .. 64: คณะอนุกรรมการนวัตกรรมสื่อ ภายใต้ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดแถลงข่าวการดำเนินงานโครงการตลอดปี 2564 และทิศทางการดำเนินงาน ปี 2565 พร้อมกิจกรรมการเสวนาในหัวข้อ สื่อสร้างสรรค์: Media Transforming in Digital Disruption” โดยดึงสองผู้บริหาร/พิธีกรชื่อดัง และผู้รับทุนของกองทุนฯ “จอห์น นูโว” แท็กทีม “ซี ฉัตรปวีณ์” ร่วมเปิดมุมมองสื่อสร้างสรรค์

 

ภายในงานแถลงข่าว ในรูปแบบเฟซบุ๊กไลฟ์ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และเพจเฟซบุ๊ก Thairath ในวันนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร.ธนกร ศรีสุกใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์, ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต ประธานคณะอนุกรรมการนวัตกรรมสื่อ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมด้วย สองผู้บริหาร/พิธีกรชื่อดัง จอห์น นูโว หรือ จอห์น รัตนเวโรจน์ ประธานสมาคมเครือข่ายเพื่อการเรียนรู้เท่ากันดิจิทัลเทคโนโลยี ผู้รับทุนโครงการ Digital Detective และกรรมการผู้จัดการ บริษัท สแพลช อินเตอร์แอ็คทีฟ จำกัด และซี-ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซเชียลแล็บ จำกัด และผู้รับทุนโครงการ iTop เจ้าของฉายา “เจ้าหญิงไอที” โดยได้รับความสนใจจากผู้ชมในห้องส่ง และทางออนไลน์จำนวนมาก

 



ดร.ธนกร ศรีสุกใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวภายในงานว่า “ปัจจุบัน สื่อมีผลต่อการเรียนรู้และพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนมากขึ้น ขณะที่สื่อที่เหมาะสมกับเยาวชนมีจำนวนน้อย การผลิตสื่อสร้างสรรค์จึงมีข้อจำกัด ทั้งไม่เป็นที่นิยมของผู้ผลิต และขาดผู้สนับสนุน ทำให้ขาดเงินทุนในการผลิตสื่อที่มีคุณภาพ จึงจำเป็นที่จะต้องมีกองทุนในการผลิตสื่อที่มีคุณภาพเผยแพร่ เพื่อสงเสริมการเรียนรู้ และพฤติกรรมที่ดีของเด็ก และเยาวชน ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีของครอบครัว และส่งเสริมการมีส่วนของประชาชนในการพัฒนาสื่อ ด้วยเหตุนี้ กองทุนสื่อ จึงได้เริ่มดำเนินงานมา กว่า 4 ปี เพื่อให้ประชาชน เข้าถึง เข้าใจ และฉลาดในการใช้สื่ออย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ ภายใต้ยุทธศาสตร์สำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมพัฒนาการผลิตสื่อและเผยแพร่สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยการสร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพ และพัฒนาทักษะสร้างสรรค์ผลงานสื่อให้แก่ประชาชนทุกกลุ่ม ซึ่งการทำงานที่กล่าวมานี้ อยู่ภายใต้การดำเนินงานของคณะอนุกรรมการนวัตกรรมสื่อ”

 

“ผมขอชื่นชมในความทุ่มเทเสียสละของคณะทำงาน คณะอนุกรรมการนวัตกรรมสื่อทุกท่านที่ตระหนักถึงความสำคัญในบทบาทหน้าที่ เพื่อเด็กและเยาวชน ตลอดจนพี่น้องประชาชนจะรู้เท่าทัน และเสพสื่ออย่างปลอดภัย ซึ่งการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการนวัตกรรมสื่อ ภายใต้การนำของ รศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต มีความมุ่งมั่นตั้งใจ ทำงานโดยมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน มีแผนการทำงานเชิงรุก ท่ามกลางปัจจัยที่ส่งผลกระทบรอบด้าน และท้าทายในการสร้างสรรค์นวัตกรรมสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด ทำให้คนเข้าถึงสื่อได้ง่าย รวดเร็ว และเพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา”

 

“โดยเฉพาะสถานกาณ์ การระบาดของโรคโควิด-19 ที่เร่งการใช้เทคโนโลยีหรือสื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น ซึ่งเราต่างพบว่า มีข้อมูลข่าวสารปลอมปะปนจำนวนมาก จนประชาชนกลั่นกรองได้ยากลำบาก แต่คณะทำงานก็สามารถทำงานภายใต้แรงเสียดทาน จนมีผลงานในภาพรวมออกมาเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง” ดร.ธนกร กล่าว


 



ด้าน ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต ประธานคณะอนุกรรมการนวัตกรรมสื่อ กล่าวว่า “เมื่อโลกเปลี่ยนทุกคนสามารถเป็นสื่อได้ คณะอนุกรรมการนวัตกรรมสื่อ จึงก่อตั้งขึ้นมา ด้วยเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างนวัตกรรมสื่อ เหตุเพราะทุกคนสามารถเป็นสื่อได้ จากเครื่องมือที่มี โดยเฉพาะ เทคโนโลยีหรือสื่อออนไลน์ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องพัฒนาสื่อให้มีคุณภาพสร้างสรรค์ เพราะจะส่งผลต่อการพัฒนาความคิด ทักษะทางสังคม เพื่อทุกคนจะมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้น”

 

ผศ.ดร.วรัชญ์ กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการนวัตกรรมสื่อ ได้มีการดำเนินการโครงการสำคัญไปหลายโครงการ ดังนี้

 

1.จัดทำนิยามนวัตกรรมสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์นั้นคือ ว่าการทำสื่อที่สร้างสรรค์และปลอดภัยเป็นอย่างไร

ทั้งนี้ นิยามนวัตกรรมสื่อ คือ สื่อที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ หรือต่อยอดต่อสิ่งเดิม ซึ่งมีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะชน และกลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงได้ง่าย ขณะที่ นิยามของนวัตกรรมสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์  คือ นวัตกรรมสื่อที่มีเนื้อหามุ่งเน้นให้เกิดผลดีต่อสังคม ทั้งด้านศีลธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม และความมั่นคง ความคิดสร้างสร้างสรรค์ การเรียนรู้ทักษะชีวิต การรู้เท่าทันสื่อ การใช้ประโยชน์จากสื่อในการพัฒนาตนเอง ชุมชน และสังคม โดยกลุ่มเป้าหมายของการดำเนินงาน คือ สื่อ ผู้ผลิตสื่อ และนักเรียน นิสิต นักศึกษา ตลอดจนกลุ่มผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ หน่วยงานรัฐเอกชน และภาคีเครือข่ายตลอดจนประชาชนทั่วไป

 

2.การมอบทุน

เป็นการพิจารณามอบทุนให้กับผู้ที่ต้องการสร้างนวัตกรรมสื่อ หรือต่อยอดจากโครงการเดิมไม่ว่าจะ Open Grant หรือ Strategic Grant หรือมอบทุนในลักษณะความร่วมมือหรือ Collaborative Grant

 

3.การวิจัยถอดองค์ความรู้นวัตกรรมสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

โครงการนี้ ได้ส่งผลให้เกิดแนวทางการพัฒนานวัตกรรมสื่อสำหรับผู้ผลิตสื่อ เกิดองค์ความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมและแนวทางการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนา รวมถึงข้อเสนอเชิงกลยุทธ์ต่อกองทุนในการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมสื่อ

 

4.การมอบรางวัลนวัตกรรมสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ (Safe & Creative Media Innovation Awards)

คณะอนุกรรมการนวัตกรรมสื่อฯ ได้ร่วมกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์กรมหาชน) มอบรางวัลนวัตกรรมสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ 2 ประเภท ดังนี้

 

1.ประเภทเยาวชน

Innovation: การพัฒนาบอร์ดเกมเพื่อเพิ่มทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ได้

Innovator (นวัตกร): นางสาวภณิดา แก้วกูร Website: https://www.newmeeple.com/ FB: https://www.facebook.com/NewMeeple/ เกม “The Rumor Villages” สร้างขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และทักษะการรู้เท่าทันสื่อแก่ เยาวชน โดยเนื้อหาในบอร์ดเกม เกิดจากแนวคิดการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact check) จากคู่มือภาคปฏิบัตินักตรวจสอบข้อเท็จจริง

 

2.ประเภทบุคคลทั่วไป

Innovation: การพัฒนาการตรวจจับข่าวปลอมโดยการเรียนรู้ของเครื่องและการตรวจสอบข้อเท็จจริงของประชาชน

Innovator (นวัตกร): คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย รศ.ดร.พนม
คลี่ฉายา Website: https://www.thaidimachine.org/ โครงการพัฒนาต้นแบบเว็บแอปพลิเคชันสำหรับการตรวจจับข่าวปลอมและตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่ใช้เป็น กลไกการป้องกัน และแก้ปัญหาข่าวปลอมสำหรับประชาชน

 

5.การพัฒนาตัวชี้วัดนวัตกรรมสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

โดยมีคณะอนุกรรมการส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ หรือคณะอนุกรรมการนวัตกรรมสื่อ ดำเนินการโดยมีเป้าหมายการพัฒนาสื่อผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ได้แก่ การสร้างนวัตกร (Innovator) สื่อในทุกระดับ, การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์, การต่อยอดผลงาน, การสร้างเครือข่าย, การเปิดเวทีระดมความคิดเห็น, การเผยแพร่นวัตกรรมสื่อ และการสร้างเครื่องมือและองค์ความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมสื่อ





นอกจากนี้ ประธานคณะอนุกรรมการนวัตกรรมสื่อฯ ยังได้เผยถึงผลการดำเนินโครงการปี 2564 ดังนี้

1.โครงการ “เก๋าชนะ”: ทุนประเภทความร่วมมือ (Collaborative Grant)

รูปแบบรายการ "เก๋าชนะ" เป็นการ "ตอบคำถาม" ออนไลน์ และออฟไลน์ ผ่านแอปพลิเคชั่น Zoom โดยแข่งขันทางระบบออนไลน์ ผ่าน zoom ความยาวไม่เกิน 10 นาที จำนวน 16 ตอน มีผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 16 ทีม โดยผู้ชนะเลิศ ได้รับเงินและถ้วยรางวัล

 

2.iTOP แพลตฟอร์มสำหรับการค้นหา Micro Influencer (ระยะเวลาดำเนินการ 2564-2565)

เป็นการอบรมเพื่อการสร้างรายได้ผ่านเทคโนโลยี ซึ่งทำให้เห็นว่า iTOP เป็นมากกว่าแพลตฟอร์มที่ค้นหา Micro Influencer แต่สามารถค้นหา "นักเล่าเรื่องระดับประเทศ" ได้ด้วย

 

3.โครงการ Landlab (ระยะเวลาดำเนินการ 2564-2565)

LANDLAB (แลนด์แลป) เป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านเกษตรและวิถีชุมชน เพื่อครอบครัวยุคใหม่ เพื่อพัฒนาพื้นที่เกษตรดั้งเดิม สู่การสร้างเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวและการเรียนรู้ใกล้เมือง จากชุมชนสู่ครอบครัวรุ่นใหม่ ทั้งยาวไทยและต่างประเทศ

 

4.โครงการปฏิบัติธรรมออนไลน์ ทุกวันพระ (ระยะเวลาดำเนินการ 2564-2565)

สามารถเข้าไปเลือกกิจกรรมที่สนใจ ได้แก่ ทำวัตรเช้า/สวดมนต์ ฟังเทศน์ กิจกรรมฝึกนั่งสมาธิเบื้องต้น ทำวัตรเย็น/สวดมนต์ ผ่านระบบออนไลน์

 

5.insKru (ระยะเวลาดำเนินการ 2564-2565)

เมื่อคลิกเข้าไปที่ www.inskru.com จะพบกับคลังไอเดียการสอนสดใหม่จากครูทั่วประเทศ โดย insKru มีที่มาจาก inspire + Kru เริ่มจากภาพห้องเรียนที่เราวาดฝันอยากให้เป็น คือ ห้องเรียนที่เด็กๆ เรียนรู้กันอย่างมีความสุข และมีประสิทธิภาพ ทีม insKru มีความเชื่อว่าครูที่มีไอเดียดี กระจายอยู่ทั่วประเทศ ทางทีมจึงสร้าง online learning community เพื่อให้ครูกว่า 5 แสนคนทั่วประเทศ ได้มาแลกเปลี่ยนไอเดียการสอนดีๆ เพื่อเปิดมฺมองในการสอนและขยายไอเดียการสอนดีๆ สู่ห้องเรียนทั้งประเทศ

 

“คณะอนุกรรมการนวัตกรรมสื่อ เรายังคงมุ่งมั่น ในการดำเนินงานโครงการ ตามยุทธศาสตร์และการทำงานเชิงรุก ตลอดจนการทำงานประสานกับภาคีเครื่อข่ายที่มีเป้าประสงค์เดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อเด็กและเยาวชน ตลอดจนพี่น้องประชาชนจะรู้เท่าทัน และเสพสื่ออย่างปลอดภัย” ผศ.ดร.วรัชญ์ กล่าว

 



นอกจากนี้ ภายในงานยังได้จัดให้มีการเสวนาในหัวข้อ สื่อสร้างสรรค์: Media Transforming in Digital Disruption” โดยผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต ประธานคณะอนุกรรมการนวัตกรรมสื่อ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์, จอห์น นูโว หรือ จอห์น รัตนเวโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สแพลช อินเทอร์แอ็คทีฟ จำกัด และซี-ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โซเชียลแล็บ จำกัด หรือเป็นที่รู้จักในนาม “เจ้าหญิงไอที” ผู้ที่ได้รับทุนโครงการ iTOP แพลตฟอร์มค้นหา Micro Influencer จากทางกองทุนฯ ซึ่งมีผู้สนใจเข้ารับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจำนวนมาก กระทั่งการเสวนาจบลงด้วยความประทับใจ

 

สำหรับประชาชนที่สนใจ และต้องการมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์นวัตกรรมสื่อ สามาถเข้าร่วมงาน นวัตกรรมสื่อสร้างสรรค์ “Media Innovations Showcase & Forum 2022 ซึ่งจะจัดขึ้นทั้งในกรุงเทพมหานครและภูมิภาคต่างๆ ในวันที่ 23 ธันวาคม 2564 ที่จังหวัดนครราชสีมา วันที่ 14 มกราคม 2565 ที่จังหวัดเชียงใหม่ และวันที่ 28 มกราคม 2565 ที่กรุงเทพฯ พบกับการนำเสนอผลงานนวัตกรรมสื่อ ผลการวิจัย การเสวนา และรายละเอียดการเปิดรับทุนปี 2565 นี้ ร่วมถึง Workshop เปิดรับฟังความคิดเห็นแนวทางการส่งเสริมนวัตกรรมสื่อสร้างสรรค์ มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมไทยอย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย







 


วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2564

แพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ-นักวิจัยนาโน-นักวิชาการ เสนอแนะใช้มาตรการล็อคดาวน์โควิด เพราะพบว่าการแพร่กระจายของ virus Covid19 ทุกสายพันธุ์ใช้ปรากฎการณ์ทางไฟฟ้าในการแพร่กระจาย



 

แพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ-นักวิจัยนาโน-นักวิชาการ  เสนอแนะใช้มาตรการล็อคดาวน์ไวรัสโควิด หรือล็อคดาวน์โควิด เพราะพบว่าการแพร่กระจายของ virus Covid19 ทุกสายพันธุ์ใช้ปรากฎการณ์ทางไฟฟ้าในการแพร่กระจาย โดยที่เชื้อไวรัสใช้หนาม spike protein ที่มีสนามไฟฟ้าที่เป็นสื่อในการเกาะเกี่ยวเข้ากับเซลส์มนุษย์ที่จุด ACE 2 บนผนังเซลส์ จุด ACE 2 นั้นมีอยู่เป็นจำนวนมากในโพรงจมูกและหลอดลม upper respiratory system เพื่อป้องกันการแพร่กระจายด้วยปรากฎการทางไฟฟ้างานวิจัย Nano Medicine ของสาร Nano Ionic Particles (NISP) จะเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งในการดูแลการระบาดและแพร่กระจายของไวรัสกลายพันธฺต่างๆ



น.พ.มนตรี  เศรษฐบุตร

 

          ที่ ร.ร.มารวยการ์เด้นท์ (วันนี้) น.พ.มนตรี  เศรษฐบุตร ตัวแทนกลุ่มแพทย์ที่ร่วมวิจัย ท่านเป็นอดีตแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิกระทรวงสาธารณสุขและอดีตผอ.รพ.ศูนย์นครปฐม,พร้อมด้วย ดร.ศรีวิชัย ศรีสุวรรณ นักวิจัยด้าน Nano Medicine และคณะกรรมการด้านวิจัยพร้อมด้วย(Mr.P) นายสมชาย  พหุลรัตน์ ประธานสถาบันเครือข่ายไทยสร้างสรรค์ได้ร่วมเสวนาเรื่องงานวิจัยสารนาโน(NISP)หรือ nano ionic particle มาช่วยเพื่อช่วยในการ Lock down Virus หยุดการระบาดและแพร่กระจายของ virus โดยนายแพทย์มนตรี กล่าวว่าปัจจุบันในหลายประเทศโดยการวิจัยในต่างประเทศพบว่านาโนไอโอนิคพาทิเคิล (nisp) มีความสามารถในการต่อต้านเชื้อไวรัสกลายพันธ์ที่พัฒนามาเป็นหลายสายพันธุ์ ซึ่งเป็นงานวิจัยที่นำมาช่วยในการป้องกันการแพร่กระจายของไวรัส หรือพูดง่าย ๆ คือ เป็นการป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสกระจายจากผู้ติดเชื้อเข้าไปในร่างกายของผู้รับเชื้อ และป้องกันไม่ให้ออกจากร่างกายของผู้รับเชื้อต่อไปยังผู้อื่นอีกเป็นลูกโซ่ เพราะงานวิจัยที่ใช้สาร NISP ตัวนี้จะมาทำหน้าที่ดักจับตัวเชื้อไวรัสโดยล็อคหนาม spike protein ของเชื้อไวรัสด้วยสาร NISP ไม่ให้สามารถที่จะแพร่กระจายเข้าไปในร่างกาย หรือแม้ สาร NISP จะติดเข้าไปใน cell ก็จะหยุดขบวนการก็อปปี้ตัวใหม่ของไวรัส replication ขึ้นมาอีก ดังจะเห็นว่าจากตอนที่คณะนักวิจัยและแพทย์ได้นำไปช่วยป้องกันการระบาดและการแพร่กระจายที่ โรงพยาบาล ศาสายาซึ่งมีคนไข้ที่เป็นคนชราและป่วยติดเตียง ให้ดำเนินกิจกรรมของทางโรงพยาบาลต่อไปได้โดยไม่ต้อง  Lock down หลังจากพบบุคคลากรที่โรงพยาบาลบางคนติดเชิ้อ Covid 19 โดยหลังจากการใช้สาร NISP การติดเชื้อไม่ได้แพร่ระหว่างบุคลากรและไม่แพร่ไปสู่คนไข้  ต่อมาก็ได้ช่วยหยุดการระบาดที่วัดสวนแก้วของพระพะยอม ที่มีพระและลูกศิษย์ 600-700 คนในวัด หยุดการระบาดและแพร่กระจายได้แล้วเสร็จในเวลา 10-14 วันลดความเสียหายจากที่ท่านพระพะยอมบอกว่าสูงถึง 7 ล้านบาทช่วง Lock down และนพ.มนตรีก็ได้นำไปช่วยชุมชนหลายที่ในจังหวัดสงขลา และล่าสุดนายวัฒนา เมืองมาศ ประธานชมรมกรีฑาสงขลา ได้มาของานวิจัยตัวนี้ไปใช้ป้องกันโควิดให้กับนักกรีฑาที่จะแข่งขันในไทยแลนด์โอเพ่นมาสเตอร์เกมส์ครั้งที่ 2 ที่จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 8-11 มกราคม 2565 ซึ่งเป้าหมายของเราคิดว่า เรานำมาเป็นตัวช่วยในการล็อคดาวน์โควิด



ดร.ศรีวิชัย ศรีสุวรรณ

 

               ด้าน ดร.ศรีวิชัย ศรีสุวรรณ  นักวิจัยด้าน nano medicine ในฐานะหัวหน้าทีมงานวิจัยกล่าวว่าคณะทำงานวิจัยนาโนมีหลายท่านนอกเหนือจากคุณหมอมนตรี แล้วยังมีนายแพทย์จรัสพงษ์ ทังสุบุตร,นายแพทย์ภาคภูมิ สุปิยพันธ์ และแพทย์หญิงเชิดชู อาริยศรีวัฒนาฯลฯ ได้พยายามติดตามสถานการณ์โควิดที่ระบาดมา 2 ปีนี้ทั้งโลกและในประเทศไทย จะเห็นว่าไวรัสได้กลายสายพันธุ์ไปเรื่อย ๆ เราในฐานะนักวิจัยด้านนาโนฯและจากประสพการณ์ที่ผ่านมาคิดว่า เราน่าจะเปลี่ยนวิธีป้องกัน  virus หยุดการแพร่กระจายด้วยสาร NISP  ซึ่งง่ายต่อการปฎิบัติ ก็คือเราใช้ nano ionic particle  เพื่อการ Lock down virus โดยไม่ต้องไป Lock down ผู้คนหรือธุรกิจสั่งปิดสถานที่ต่าง ๆในอนาคตซึ่งจะทำให้ไม่เกิดความเสียหายทางธุรกิจและเศรษฐกิจ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาสังคมต่างๆต่อมาเป็นลูกโซ่ ด้วยงานวิจัยสารนาโนที่สกัดจากแร่ธาตุหลายชนิด และครอบครัวตนเองและบุคคลอีกหลายภาคส่วนก็ได้ใช้กันมาแล้ว พวกเราในคณะนักวิจัยคิดว่าอะไรที่จะเป็นตัวช่วยทำให้เรารอดพ้นจากวิกฤตไวรัสโควิดก็น่าจะทำในหลายมิติเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากการใช้ยาและวัคซีน ซึ่งใช้คู่ขนานกันได้ โดยไม่ต้องกักตัวคนหรือหยุดโรงเรียน ปิดสถานที่ไม่ให้คนได้ทำกิจกรรมทางสังคมร่วมกันได้   เมื่อใช้สาร NISP ก็สามารถดำเนินกิจกรรมทางสังคมร่วมกันได้อย่างปลอดภัย



นายสมชาย  พหุลรัตน์

 

      ทางด้านนายสมชาย  พหุลรัตน์ ในฐานะวิทยากรด้านสุขภาพกล่าวว่า”ถ้าเรามีทางเลือกที่จะ Lock down virus เป็นตัวช่วยให้ หยุด โควิดกลายพันธ์อื่น ๆ ได้อีกก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีเพราะมันทำให้ชีวิตผู้คนปลอดภัยมากขึ้น การดำเนินชีวิตในสถานการณ์โควิดที่ยังระบาดและกลายพันธ์ไม่รู้จะจบเมื่อไรเมื่อมีงานนวัตกรรมงานวิจัยด้านนาโนมาเป็นตัวช่วยอีกด้านหนึ่งในการป้องกันการแพร่กระจาย ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีทำให้ชีวิตดำเนินไปได้ไม่ต้องสะดุดหรือหยุด ต้องชมเชยคณะทีมงานวิจัยทางด้านนาโนฯที่สามารถคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ มาเป็นตัวช่วยวิกฤติโควิด 

 


วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ส่งแคมเปญ “Learning for Change” ดึงมือโปรร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการออนไลน์แก่ Content Creator รุ่นใหม่ มุ่งยกระดับสื่อดิจิทัลไทยสู่สากล

 



กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับ YouTube ประเทศไทย จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการออนไลน์ให้กับ Video Content Creator สายการเรียนรู้รุ่นใหม่ ภายใต้โครงการ “พัฒนานักสื่อสารสร้างสรรค์ ด้านการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง” เพื่อยกระดับมาตรฐานการสื่อสารให้เกิดความปลอดภัยและพร้อมสรรพด้วยคุณภาพ ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพสำหรับเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่

 

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์  มุ่งเน้นให้เกิดการรณรงค์ ส่งเสริม และสนับสนุนให้มีการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และส่งเสริมให้มีการพัฒนาศักยภาพของผู้ผลิต โดยสร้างนวัตกรรมการสื่อสารอย่างรอบด้าน หลากหลายแง่มุม และสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นประโยชน์สู่ผู้คนในสังคมอย่างกว้างขวาง ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน โดยสานพลังเครือข่ายเพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันให้เกิดประสิทธิภาพและยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างฐานความรู้ด้านต่าง ๆ ในการสนับสนุนการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ รวมถึงส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีทักษะ  “การรู้เท่าทันสื่อ” และ “การเฝ้าระวังสื่อ” เพื่อการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้สื่อและการสื่อสารของไทยในเชิงลึกและองค์ความรู้เกี่ยวกับการชี้วัดระดับการรู้เท่าทันสื่อและพร้อมเป็นแหล่งทุนเพื่อการสร้างสังคม “รู้เท่าทันสื่อ” ให้แก่เด็ก เยาวชนและครอบครัว




ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์  กล่าวว่า“โครงการพัฒนานักสื่อสารสร้างสรรค์ด้านการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Learning 4 Change) เพื่อผลิตสื่อดิจิทัลส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพสำหรับเด็กและเยาวชนในศตวรรษที่ 21 โดยโครงการนี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ (Thai Media Fund) กับ YouTube ประเทศไทย ในการจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการออนไลน์ให้กับ Video Content Creator กลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยมีการรับสมัคร

 

และคัดเลือกจากช่อง YouTube ที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ จำนวนมาก แล้วคัดเลือกช่องที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดจำนวน 10 ช่อง ได้แก่ Nice to meet you, CTclockwises, Dek-D's TCAS Reality, สามอาชีพ เพื่อมนุษยชาติ, PetchZ, PedPedTV, คิดดีทีวี, กินได้อร่อยด้วย, ท่องเที่ยวสะดุดตา sadoodta และคุยการเงินกับที

 

ดร.ธนกร ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในยุคคนรุ่นใหม่ที่มีพลังในการสร้างสรรค์สื่ออย่างหลากหลาย  ในรูปแบบของข้อมูลข่าวสาร สารคดี และสาระบันเทิง  โดยผลิตขึ้นเพื่อส่งต่อไปยังเด็กและเยาวชนจำนวนมาก  กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์เล็งเห็นพลังสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ ในการเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์และพัฒนาศักยภาพการผลิตสื่อฯ โดยใช้ความรู้และประสบการณ์เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง และสร้างความเข้าใจระหว่างเจนเนอเรชั่นที่มีความแตกต่างแต่ละช่วงวัย

แคมเปญ Learning for Change” งานความร่วมมือระหว่างกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับ YouTube ประเทศไทย เป็นการสร้างประสบการณ์และความรู้จากการสัมมนา โดยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถจากหลากหลายวิชาชีพ เพื่อเป็นแรงผลักดัน สนับสนุน และเพิ่มศักยภาพการสื่อสารให้กับผู้ผลิตสื่อสร้างสรรค์รุ่นใหม่ได้อย่างแน่นอน และคาดหวังว่า Content Creator และผู้ร่วมสัมมนาในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จ สร้างประโยชน์ และพัฒนาสร้างสรรค์สื่อที่ดีและปลอดภัยให้กับสังคม”

 นายจิระวัฒน์ ภูมิศรีแก้ว หัวหน้าฝ่ายรัฐกิจและนโยบายสาธารณะ Google ประเทศไทย กล่าวว่า “ปัจจุบัน YouTube Search เป็นช่องทางการสืบค้นข้อมูลอันดับ 2 รองจาก Google Search โดยแพลตพอร์มการสืบค้นจะเป็นเพียงผู้เรียบเรียงชุดข้อมูลเพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ต่อการสืบค้นนั้นๆ เราเองจึงต้องพึ่งพาเหล่า Content Creator ที่จะเข้ามาเป็นผู้สร้างสรรค์และพัฒนาสื่อให้หลายหลายอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งสื่อออนไลน์ในปัจจุบันไม่ได้สร้างเพื่อวัตถุประสงค์ ความบันเทิง การดูหนัง ฟังเพลง เพียงเท่านั้น แต่สามารถช่วยเพิ่มความรู้ เพื่อพัฒนาตัวเอง โดยสื่อที่ดีควรประกอบไปด้วย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความปลอดภัย ทั้งในแง่ของผู้สร้างสรรค์และผู้รับชมสื่อออนไลน์ สื่อที่ดีควรมีความถูกต้อง ปลอดภัยภายใต้ข้อกำหนด และกฎหมาย มีเนื้อหาที่ปลอดภัยต่อเยาวชน สร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดการดึงดูดจำนวนผู้เข้าชมที่มากขึ้น และสร้าง Attention ที่ดีต่อสื่อ จำเป็นต้องใช้ปัจจัยต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการเข้าชมทางด้านอารมณ์ร่วม ไม่ว่าจะเป็น ความอยากรู้อยากเห็น ความตื่นเต้น ความกลัว แต่สิ่งกระตุ้นเหล่านั้นต้องผ่านการสร้างสรรค์อย่างมีคุณค่า ผ่านการคิด วิเคราะห์ เพื่อประสิทธิภาพสื่อที่ดีจาก Content Creator และสิ่งสุดท้ายที่เราคาดหวังจะให้เกิดขึ้นคือ การนำไปสู่การเรียนรู้ จากสถิติจำนวน How to VDO ใน YouTube มีมากกว่า 4,500 ล้านชั่วโมงต่อปี เปรียบเป็นสื่อออนไลน์เพื่อการเรียนรู้ต่อเยาวชนได้มาก หรืออาจมากกว่าชั่วโมงการเรียนรู้ในห้องเรียน เพื่อให้สื่อที่ผลิตออกมาได้สร้างประโยชน์ให้กับผู้รับชมโครงการ “พัฒนานักสื่อสารสร้างสรรค์ ด้านการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง” จึงเหมาะสม และจำเป็นอย่างมากสำหรับผู้ผลิตสื่อออนไลน์ที่จะได้ร่วมนำเอาความรู้จากการอบรมเชิงปฏิบัติการนี้ไปพัฒนาการสร้างสื่อออนไลน์”

            ​ทั้งนี้การอบรมเชิงปฏิบัติการออนไลน์ แบ่งออกเป็น 3 แกนได้แก่ การทำโปรดักชั่นวิดีโอ การครีเอทีฟ และการเล่าเรื่อง โดยเป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อผลิตสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ ให้พร้อมที่ส่งจะต่อข้อมูลความรู้ที่มีประสิทธิภาพต่อไปยังผู้รับชม โดยทางโครงการได้รับเกียรติจากวิทยากรที่มีชื่อเสียงในวงการสื่อสารมวลชน สายงานการผลิตสื่อ ครีเอทีฟ นักกฎหมาย นักวิชาการ รวมถึง YouTuber มืออาชีพมาร่วมงานหลากหลายสาขา ในหลากหลายหัวข้อที่สำคัญแตกต่างกันไป อาทิ การอบรมหัวข้อ Fact กับ Fake โดยคุณพีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หัวข้อทำคอนเทนต์ยังไงไม่ให้ผิดกฎหมาย โดยคุณปริญญา หอมอเนก ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ACIS Professional Center และหัวข้อพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ โดยคุณยุทธนา บุญอ้อม รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส - หน่วยงาน Showbiz เป็นต้น

ทั้งนี้ผู้ที่สนใจยังสามารถร่วมชมวิดีโอต่าง ๆ ของโครงการ Learning for Change ได้ที่ YouTube ช่อง Learning for Change TH : https://www.youtube.com/channel/UCOP4DBKDclUapifllwpyRvA




 


วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564

ทายาทรุ่นสอง : Future Possibilities โอกาสการทำธุรกิจครอบครัว บนโลกบริบทใหม่สู่ความยั่งยืน

 



เริ่มแล้วกับงาน ทายาทรุ่นสอง : Future Possibilities กิจกรรมเสวนาออนไลน์ส่งท้ายปีที่ตั้งใจผลักดันธุรกิจครอบครัวไทยให้ก้าวไกลรับปี 2565 อย่างยั่งยืน โดยมี The Cloud พร้อมหน่วยงานเอกชน อาทิ SC Asset, Singha Corporation, Kiatnakin Phatra และ dtac business จัดขึ้นอย่างคัดสรรและอัดแน่นไปด้วยวิทยากรผู้คร่ำหวอดในแวดวงธุรกิจที่มาติดอาวุธเด็ดด้านการตลาดเพื่อชี้ช่องรวยให้กับผู้ประกอบการและนักธุรกิจกันชนิดจัดเต็มผ่านมุมมองของ 5 กูรู ที่ชวนรอบรู้การทำธุรกิจครอบครัวในบริบทโลกใหม่สู่รุ่นถัดไปอย่างยั่งยืน โดย ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ อ.ภาควิชาการตลาดและเจ้าของคอลัมน์สุดฮิต Makoto Marketing และ พิมพ์อร นทกุล บ.ก.บทความธุรกิจของ The Cloud

 

โลกยุคดิจิทัลเต็มใบและสถานการณ์โควิด ทำให้ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ท้าทายอย่างมากสำหรับทุกธุรกิจ รวมไปถึงธุรกิจครอบครัวซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะเมื่อวิกฤตต่าง ๆ ถาโถมเขามาอย่างไม่หยุดยั้ง ธุรกิจครอบครัวจึงไม่ได้พบเพียงปัญหาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ยังต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่พลิกผลันของผู้คน สังคม วิถีชีวิต และโลกที่เราต้องรับมืออย่างมีสติสูงสุด อีกทั้งต้องมีองค์ความรู้ขั้นแอ๊ดวานซ์ พร้อมด้วยเครื่องไม้เครื่องมือและตัวช่วยพิเศษต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจครอบครัวประสบผลสำเร็จและก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนให้จงได้

 

ในปีนี้งานเสวนา ทายาทรุ่นสอง : Future Possibilities ความเป็นไปได้ในอนาคต ปรับเป็นออนไลน์ ผู้ที่พลาดยังสามารถดูสรุปย้อนหลังได้ที่ Readthecloud.co กิจกรรมนี้เปิดพื้นที่ให้บรรดาผู้ประกอบการและทายาทธุรกิจได้พบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้มากขึ้น ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามมีผู้เข้าร่วมงานมากถึงเกือบหนึ่งพันคน การพูดคุยแบ่งเป็น 2 ช่วง Lecture และ meet เรียกว่าจบงานทั้งความรอบรู้และอาวุธการตลาดครบมือพร้อมลุยสู้เศรษกิจในปีหน้าได้อย่างมั่นอกมั่นใจขึ้น โดยเฉพาะช่วง Meet ที่ได้คอนเนคชั่นเยอะเป็นพิเศษ จากทั้งเจ้าของธุรกิจ ผู้ประกอบการ ทายาทธุรกิจ และซับพลายเออร์ ได้แลกคอนแทคและให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต



สอดรับกับที่ ดร.กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์ ศาตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ University of California San Diego กล่าวถึง ธุรกิจครอบครัวไทยในบริบทโลกใหม่ ด้วยหลักคิดสำคัญ โดน ‘ป่วน’ ต้อง ‘ปรับ’ อย่า ‘ป่วย’ อย่าเพิ่งท้อหรือป่วย แม้ธุรกิจครอบครัวอาจดูเหมือนว่าจะต้องจัดการตัวป่วนที่มากกว่าธุรกิจทั่วไป แต่ธุรกิจครอบครัวมีสินทรัพย์ที่ธุรกิจครอบครัวที่ต้องรักษาและต่อยอด และอย่าทำให้กลายเป็นหนี้สินเพราะสินทรัพย์เหล่านี้ คือดีเอ็นเอที่ช่วยให้ธุรกิจครอบครัวอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน



ฝั่งคลื่นลูกใหม่ นัฐธารี พันธุ์เพ็ญโสภณ ทายาทรุ่นที่ 3 โคคาสุกี้ ฉายวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการ Disrupt ธุรกิจเพื่อลูกค้าในวันหน้า หัวใจสำคัญที่เธอยึดใช้ในการบริหารธุรกิจ คือ ยึดมั่นใน Core Values ทายาททุกรุ่นห้ามลืมว่าอะไรคือเสน่ห์ของธุรกิจนั้น ทำไมเราถึงรับช่วงต่อ และการทำให้ธุรกิจครอบครัวคงคุณค่าของธุรกิจนั้นในทุก ๆ รุ่น ทุก ๆ สถานการณ์ ไม่ว่ารูปแบบหรือบริบทใดก็ตาม




 ส่วน นพนารี พัวรัตนอรุณกร ทายาทรุ่นที่ 3 ร้านสมใจ เครื่องเขียน และอุปกรณ์ศิลป์ เสริมความมั่นใจในมุมธุรกิจด้วย ความสัมพันธ์กับคู่ค้าที่มากกว่าความผูกพัน เธอเลือกให้ความสำคัญกับคู่ค้ามากเป็นพิเศษ เธอระบุชัดว่า…ต้องเข้าใจคู่ค้า เพราะคู่ค้าคือคู่หู และคู่หูคือคู่คิด ทางเลือกที่ดีกว่าในการดูแลคู่ค้า คือการเข้าหาด้วยน้ำใจที่ดีต่อกัน และความตั้งใจจะเป็นคู่ค้าที่ดี คอยเกื้อกูลกัน ทายาทธุรกิจจึงต้องคิดว่าจะนำแต้มต่อหรือความสัมพันธ์อันดีนั้น มาต่อยอดอย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด คือร่วมกันสร้างสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ทั้งสองฝ่าย

 



ด้าน สุวภา เจริญยิ่ง ที่ปรึกษาทางด้านการเงิน ผู้อยู่เบื้องหลังการนำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ หนึ่งในวิทยากรบอกไว้ในเลกเชอร์ของเธอว่า “การบริหารจัดการเงินธุรกิจครอบครัวหลังวิกฤต ให้เริ่มต้นจากการเงิน การทำธุรกิจครอบครัวมักเริ่มต้นจากการช่วยเหลือกันภายใน แต่การทำงานแบบมืออาชีพเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้การเงินเป็นจุดตั้งต้น เพราะการเงินเป็นตัวเลข สามารถวัดและเปรียบเทียบสถานการณ์ของเรากับกรณีศึกษา เพื่อนำแนวทางมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความสำเร็จต่อได้ 

 



นอกจากนี้ ประทินรัตน์ วัชรสินธุ์ ที่ปรึกษาด้านการจัดการและธุรกิจครอบครัว ยังมาแชร์คำถามยอดฮิตที่พบบ่อยในการจ้างงานและข้อตกลงว่าจ้างกับรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป ให้ฟังว่า “ความท้าทายในการจัดการทรัพยากรบุคคลคือ สัญญาการจ้างงาน แม้ว่าสัญญาการจ้างงานเกิดได้จากการพูดคุยกันแบบปากเปล่า แต่การเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร คือจุดเริ่มต้นในการสร้างความชัดเจน ทั้งในเรื่องของบทบาท เงื่อนไข ค่าตอบแทน สวัสดิการ และภาระภาษี ที่ชัดเจนเป็นหลัก ซึ่งจะช่วยให้องค์กรและพนักงานตกลง อีกทั้งปรับเปลี่ยนให้เท่าทันสถานการณ์ ดังนั้นการมีสัญญาจ้างงานที่ชัดเจน คือความสบายใจของทุกฝ่าย ทั้งยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความเป็นมืออาชีพให้แก่บริษัทด้วย

 

ติดตามบทสรุปอาวุธการตลาดที่ผู้ประกอบการไทยสามารถนำไปใช้ได้จริง จาก 5 ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจครอบครัวและทายาท แบบเข้มข้น เจาะลึก จัดเต็ม ได้ที่ readthecloud.co



 


GAC AION ขนที่สุดของซูเปอร์คาร์รถไฟฟ้า Hyper SSR ขุมพลัง 1,225 แรงม้า 0-100 กม.ต่อชั่วโมง ภายในเวลา 1.9 วินาที ให้ผู้ขับได้สัมผัสแรงกระชากในระดับ 1.7 G ในงาน Motor Expo 30 นี้

                 GAC AION  มาเหนือเมฆขนขุมพลังแห่งรถไฟฟ้า 100% ระดับไฮเอน Hyper SSR ด้วยขุมพลัง 1,225 แรงม้า 0-100 กม. ต่อชั่วโมง ภายในเวลา ...