วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2565

ไบเออร์ไทย จัดโครงการ Better Farms, Better Lives 2.0 สานต่อความสำเร็จในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่ 11 จังหวัด ภาคกลางและภาคอีสาน กว่า 26,000 ราย นำนวัตกรรมสมัยใหม่ช่วยลดต้นทุนการผลิตและถ่ายทอดองค์ความรู้การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

 

              บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมูลนิธิคลังสมองสหกรณ์ไทย จัดงาน “ศาสตร์แห่งแผ่นดินสร้างวิถีสู่อนาคตชาวนาไทย” ภายใต้โครงการ Better Farms, Better Lives 2.0 โดยมีเป้าหมายเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ การแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตและสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกร โดยมี คุณวีรพล เจริญพานิช ผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจครอปซายน์ ประเทศไทย กัมพูชา พม่า บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด เป็นผู้มอบผลิตภัณฑ์กำจัดวัชพืชและชุดความปลอดภัย ให้ผู้แทนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจาก 6 จังหวัด ภายในงานยังได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย ผศ.ดร.นิคม แหลมสัก รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, คุณกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล กรรมการส่งเสริมกิจการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ อดีตอธิบดีกรมการข้าว, คุณอนันต์ ภู่สิทธิกุล ประธานมูลนิธิคลังสมองสหกรณ์ไทย และ คุณดวงพร วิธูรจิตต์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท พร้อมเสวนา “การยกระดับนวัตกรรมข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพ” รวมทั้งสาธิตการใช้นวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ เช่น อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) เพื่อการเกษตร ได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานกว่า 100 คน กิจกรรมจัดขึ้น ณ ศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ประจำตำบลสามง่ามท่าโบสถ์ อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2565

              สำหรับโครงการ Better Farms, Better Lives 2.0 มีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุน สนับสนุนการเพิ่มศักยภาพการผลิตและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่เกษตรกร ตามเจตนารมณ์ บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด ที่ได้ริเริ่มโครงการ Better Farms, Better Lives ครั้งที่ 1 ในปี 2563 เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยช่วยเหลือด้านปัจจัยการผลิต ส่งมอบชุดความรู้ด้านเกษตรปลอดภัย รวมถึงเทคโนโลยีทางการเกษตรให้แก่เกษตรกรรายย่อยพื้นที่ภาคกลาง จำนวน 50,000 ราย ประสบความสำเร็จได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากเกษตรกรในเรื่องการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตที่สูงขึ้น บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด จึงดำเนินโครงการ Better Farms, Better Lives ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 ในปี 2565 มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้ที่จำเป็นในการเพิ่มผลผลิตอย่างมีคุณภาพ แบ่งเบาภาระเกษตรกรด้านต้นทุนการเพาะปลูกที่สูงขึ้น ยกระดับนวัตกรรมจัดการวัชพืชในนาข้าว ขยายพื้นที่เป้าหมายจากภาคกลางไปยังภาคอีสานรวม 11 จังหวัด พื้นที่เพาะปลูกข้าวนาหว่านน้ำตม ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม อยุธยา สุพรรณบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท พิจิตร ขอนแก่น และนครราชสีมา รวมทั้งสิ้น 26,000 ราย คิดเป็นพื้นที่ 300,000 ไร่ โดยเกษตรกรที่สนใจยังสามารถรับฟังการถ่ายทอดองค์ความรู้การผลิตข้าวด้วยเทคโนโลยีที่ปลอดภัยและยั่งยืนได้ ผ่านระบบ Zoom เป็นประจำทุกวันจันทร์ เริ่มตั้งแต่ 18 เมษายน 2565 โดยมีเกษตรกรติดตามโครงการ Better Farms, Better Lives 2.0 ได้รับประโยชน์เป็นจำนวนมาก

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2565

หมอเมฆ ด็อกเตอร์เมฆคลินิก (Doctor Mek Clinic) คว้ารางวัลการันตีคุณภาพอีกครั้ง กับรางวัลยอดฉีดโบท็อกเกาหลีพรีเมี่ยม AESTOX สูงสุดประจำปี 2564

 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเทรนด์ของการดูแลตัวเองให้ดูสวยงามอ่อนเยาว์อยู่เสมอนั้นไม่เคยหายไป นับวันยิ่งมีนวัตกรรมใหม่ ๆ มาเอาใจสาว ๆ ที่รักและชื่นชอบในการดูแลตัวเองอยู่ต่อเนื่องเสมอ และหนึ่งในนั้นสาว ๆ คงจะคุ้นเคยกันอย่างดีกับ “โบท็อก (Botulinum toxin)” หรือเรียกกันสั้น ๆ ว่า “โบ” ปรียบเสมือนบันไดขั้นแรกของการเริ่มต้นเข้าวงการเติมเต็มความสวย เป็นตัวช่วยอันดับแรกที่สาว ๆ หลายคนเลือกใช้แก้ไขปัญหาใบหน้าและเติมเต็มความสวย โบท็อกนั้นมีหลากหลายยี่ห้อและมาจากหลายประเทศทั้งอเมริกา อังกฤษ และเกาหลี  ซึ่งโบท็อกที่นำเข้าจากประเทศเกาหลี ประเทศขึ้นชื่อด้านความงาม ที่ชื่อว่า AESTOX เป็นโบท็อกเกาหลีแบบพรีเมี่ยม ได้จัดงานเพื่อประกาศและมอบรางวัลเกียรติคุณให้กับสถาบันความงาม ด็อกเตอร์เมฆคลินิก (Doctor Mek Clinic) โดยคุณหมอเมฆ นายแพทย์วัชพล ธนมิตรามณี อาจารย์แพทย์ผิวหนังมากประสบการณ์ด้านฟิลเลอร์ และแพทย์หญิงพิชญานิน สื่อมโนธรรม ผู้ร่วมก่อตั้งรับรางวัลระดับประเทศ รางวัล “ยอดฉีดโบท็อกเกาหลี AESTOX สูงสุด ประจำปี 2564 (Top Spender Awards 2021)” โดยงานนี้จัดขึ้นที่ Waldorf Astoria Bangkok เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

นายแพทย์วัชพล ธนมิตรามณี

แพทย์หญิงพิชญานิน สื่อมโนธรรม

โบท็อก  คือ นวัตกรรมด้านความงามผสานวิทยาศาสตร์ที่ช่วยในเรื่องของการลดริ้วรอยบนใบหน้า แก้ปัญหารูปหน้าไม่เท่ากัน แก้ไขเรื่องกรามใหญ่ กรอบหน้าไม่ชัด ความหย่อนคล้อยของใบหน้า ผู้ที่ต้องการมีรูปหน้าที่เรียวเล็กลง ช่วยยกกระชับผิว หรือแม้กระทั่งช่วยยับยั้งการเกิดเหงื่อ เพื่อลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ เช่น บริเวณรักแร้ ฝ่ามือ เท้า เป็นต้น โบท็อกเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมแพร่หลายอย่างมากในปัจจุบัน สิ่งสำคัญคือ ต้องระวังผลิตภัณฑ์และการบริการที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะใบหน้าเรามีเพียงใบหน้าเดียว ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง ดังนั้นควรเลือกใช้บริการกับคุณหมอผู้เชี่ยวชาญ ที่มีฝีมือ ประสบการณ์ ผลิตภัณฑ์แท้ และคลินิกที่ได้รับรองมาตรฐานและคุณภาพเพื่อตัวคุณเอง

ปรึกษาแพทย์ผู้มากประสบการณ์ติดต่อ

FB: https://www.facebook.com/doctormekclinic

IG: https://www.instagram.com/doctormekclinic

Line: @doctormekclinic หรือคลิ๊ก https://cnx.bz/hmStUP

Website: www.doctormekclinic.com

วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2565

หมอเมฆ ด็อกเตอร์เมฆคลินิก (Doctor Mek Clinic) คว้ารางวัลระดับประเทศ อันดับ 1 PicoSure สูงสุดในประเทศไทย ต่อเนื่อง 2 ปี ซ้อน

 

หากพูดถึงเรื่องของความสวยความงาม การดูแลผิวพรรณให้สวยเรียบเนียน ผิวกระจ่างใสสม่ำเสมอ ย่อมเป็นความต้องการของใครหลายคนจนต้องหาตัวช่วยเพื่อทำการปรับลุค เปลี่ยนบุคลิกภาพให้ดูดีขึ้น หลายท่านจึงเลือกใช้บริการกับ ด็อกเตอร์เมฆคลินิก (Doctor Mek Clinic) คลินิกที่เหล่าดารา celeb คนดังในวงการบันเทิงไว้วางใจ รวมไปถึงยืนยันความประทับใจจากคนไข้จริงจำนวนมากที่เข้ามาใช้บริการและช่วยบอกต่อแบบปากต่อปาก จนเป็นที่มาของการคว้ารางวัลระดับประเทศสุดยิ่งใหญ่ The Aesthetic Prestigious Award 2021 หรือ รางวัลอันดับ 1 คลินิกที่มียอดใช้ PicoSure Focus Lens  สูงสุดในประเทศไทย ปี 2021” มอบโดยบริษัท เทคนิคอลไบโอเมด จำกัด ผู้นำเข้าเครื่องมือแพทย์ทางด้านความงามและเวชสำอางชั้นนำ ซึ่งเป็นบริษัทผู้นำเข้า PicoSure” ได้จัดงานมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณให้กับสถาบันความงามที่ได้รับมาตรฐานระดับสากล และเลือกนำเสนอสุดยอดนวัตกรรมนี้ให้บริการกับลูกค้า นำทีมรับรางวัลโดย คุณหมอเมฆ นายแพทย์วัชพล ธนมิตรามณี อาจารย์แพทย์ผิวหนังมากประสบการณ์ด้านโปรแกรมฟิลเลอร์และร้อยไหม และแพทย์หญิงพิชญานิน สื่อมโนธรรม ผู้ร่วมก่อตั้ง ณ ด็อกเตอร์เมฆคลินิก (Doctor Mek Clinic) สาขาบางนา

ซึ่งรางวัลดังกล่าวนี้ ด็อกเตอร์เมฆคลินิก (Doctor Mek Clinic) ได้รับมาต่อเนื่องทุกปี และล่าสุดเป็นปีที่ 2 แล้วที่ได้รับรางวัลนี้ เป็นการยืนยันมาตรฐาน คุณภาพ และบริการ ในการคัดสรรนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดกับคนไข้ทุกท่านที่เข้ารับบริการ ผ่านประสบการณ์ที่คร่ำหวอดในวงการความงามมากว่า 10 ปี ของคุณหมอเมฆ ที่เลือกรักษาปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำ และการดูแลผิวพรรณด้วยเครื่องเลเซอร์ PicoSure” ซึ่งเป็นเทคโนโลยี Picosecond เครื่องแรกของโลกด้วยความยาวคลื่น 755 nm. ที่ถือว่าดีที่สุดในการเจาะจงเข้าสลายเม็ดสีที่ผิดปกติ โดยไม่ทำร้ายเนื้อเยื่อรอบข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเห็นผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งยังได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับสากล มาตรฐาน THAI & U.S. FDA Approved และอีกหลากหลายประเทศในแถบยุโรป เพื่อให้ทุกท่านที่เข้ามาใช้บริการกับทาง Doctor Mek Clinic ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดกลับไปเสมอ

ปรึกษาแพทย์ผู้มากประสบการณ์ติดต่อ

FB: https://www.facebook.com/doctormekclinic

IG: https://www.instagram.com/doctormekclinic

Line: @doctormekclinic หรือคลิ๊ก lin.ee/vZRQpE9

Website: www.doctormekclinic.com

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2565

เปิด 6 ยุทธศาสตร์ รฟฟท.รับการเปลี่ยนแปลงสู่ New Normal

 

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด มุ่งมั่นเพื่อเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าที่มีมาตรฐานในระดับสากล เตรียมความพร้อมปรับตัวให้เข้ากับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันและการดำเนินชีวิตในรูปแบบใหม่ (New Normal) เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้บริการ

หากพูดถึงผู้ให้บริการระบบขนส่งทางรางของเมืองไทย เชื่อเหลือเกินว่า บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จากัด (รฟฟท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงคมนาคม จะได้รับการนึกถึงเป็นลำดับแรกๆ เพราะเป็น ระยะเวลามากกว่า 1 ทศวรรษแล้ว ที่ ร.ฟ.ท. ได้อยู่เคียงข้างประชาชนในฐานะผู้ให้บริการระบบรถไฟฟ้าที่มี มาตรฐานในระดับสากล ตั้งแต่การให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มาจนถึงรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงในปัจจุบัน

แม้จะเปลี่ยนผ่านภารกิจจากการให้บริการรถไฟฟ้า แอร์พอร์ตเรล ลิงก์ มาสู่การเป็นรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงหรือ รฟฟท. ก็ยังคงรักษามาตรฐานการให้บริการในระดับสากลไว้ได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะในเรื่องของความตรงต่อเวลา ความน่าเชื่อถือ และความพร้อมของขบวนรถไฟฟ้าในการให้บริการ ซึ่งนับตั้งแต่รถไฟฟ้าชานเมือง สายสีแดงเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์เป็นต้นมา ปรากฏว่าสถิติค่าเฉลี่ยของทั้ง 3 ด้านอยู่ในระดับที่สูงมาก โดยใน เดือนพฤศจิกายน 2564 ความตรงต่อเวลา ความน่าเชื่อถือ และความพร้อมของขบวนรถไฟฟ้าในการให้บริการ อยู่ที่ 99.34% , 99.16% และ 100% ส่วนในเดือนธันวาคม 2564 ความตรงต่อเวลา ความน่าเชื่อถือ และ ความพร้อมของขบวนรถไฟฟ้าในการให้บริการ จะอยู่ที่ 99.45% , 99.52% และ 100% ตามลำดับ ซึ่งค่า มาตรฐานสากลกำหนดไว้ที่ 98.5%

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง
กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เปิดเผยว่า “บริษัท มุ่งมั่นเพื่อเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าที่มีมาตรฐานในระดับสากล และเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจแห่งเดียวที่มีประสบการณ์ในการให้บริการเดินรถไฟฟ้า และซ่อมบำรุงมากกว่า 10 ปีในเส้นทางโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานีรับส่งผู้โดยสาร อากาศยานในเมือง (Airport Rail Link)

มาจนถึงโครงการระบบรถไฟฟ้าชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต และช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ในปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นหน่วยงานที่ให้ความรู้และการอบรมแก่หน่วยงานภายนอกต่างๆ ซึ่งได้รับการรับรองจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ  ที่ผ่านมา รฟฟท. ได้เปิดรับนักศึกษาฝึกงาน รวมถึงอบรมความรู้ระบบซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าให้แก่บุคลากรภายนอกมากกว่า 4,000 คน และยังได้รับการ รับรองมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9001:2015 ซึ่งดำเนินการอบรมโดยพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการเดินรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุง โดย รฟฟท. ยังเป็นหน่วยงานที่สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ และ สนับสนุนการพัฒนาระบบรางให้สามารถผลิตบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ เข้าสู่อุตสาหกรรมระบบรางที่ จะมีการเติบโตในอนาคตได้”

อย่างไรก็ตามในสภาวการณ์ในปัจจุบัน มีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะทั้ง ด้าน Digital Disruption ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านการดำเนินชีวิตในรูปแบบใหม่ (New Normal) จึงทำ ให้ รฟฟท. ต้องวางยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน เพื่อนำไปสู่การปรับตัวและรับมือกับสภาวการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที โดยมียุทธศาสตร์ต่างๆดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ 1 มีการส่งเสริมให้องค์กรมีการเติบโตอย่างยั่งยืนตามกรอบแนวทางเป้าหมายที่ยั่งยืน (Sustainable Development ) หรือ SDGs  และแนวปฏิบัติที่ดีจาก องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD  

รฟฟท. มุ่งเน้นการดำเนินงานภายในองค์กรให้เกิดความโปร่งใส และให้ความสำคัญกับการ กำกับดูแลกิจการที่ดีตามหลักธรรมาภิบาล ทั้งนี้ รฟฟท. มีการประเมินระดับคุณธรรมและความโปร่งใส ภายใน องค์กร ตามแนวทางการประเมินของสานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ช.) ในการยกระดับผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity & Transparency Assessment : ITA) ซึ่งสะท้อนมาจากผลการรับรู้หรือประสบการณ์ตรงของ ประชาชนที่เคยรับบริการจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร และในปีล่าสุด รฟฟท. ได้รับรางวัล “องค์กรคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น” จากคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ รวมถึงได้รับรางวัล แนวปฏิบัติที่ดีจาก องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD อีกด้วย

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management)

ปัจจัยความสำเร็จที่จะต้องมีการกำหนดในแผนการดำเนินงาน คือ การสื่อสารถึงการ เปลี่ยนแปลงและทิศทางองค์กรดังกล่าว โดยหัวหน้าหน่วยงานและผู้บริหารระดับสูงจะมีส่วนผลักดันให้การ เปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้น โดยมีการกำหนดช่องทางการสื่อสารที่เพียงพอ มีการวิเคราะห์ประสิทธิผลของแต่ละ ช่องทางการสื่อสาร กำหนดผู้แทนแต่ละสายงานที่จะมีบทบาทเป็น Change Agent และกำหนดแผนงานและ ติดตามผลการปฏิบัติงานร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ

โดยในปัจจุบัน รฟฟท. มีแผนดำเนินการขออนุมัติการเพิ่มพันธกิจในการเดินรถไฟฟ้าและ ซ่อมบำรุงเพื่อขยายช่องทางด้านธุรกิจ ตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งบริษัทฯ เนื่องจากบุคลากรของ รฟฟท. มี ความรู้ความสามารถ มีความชำนาญในด้านการเดินรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุงรถ ที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี อีกทั้งยังเป็นหน่วยงานเดียวของรัฐที่ทำการเดินรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุง สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ และสนับสนุน การพัฒนาระบบราง ต่อยอดการสร้างอัตรากำลังเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมรถไฟฟ้า โดยการเพิ่มพันธกิจเป็นการเพิ่มช่องทางในการหารายได้ให้กับ รฟท. และ รฟฟท.

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการการเดินและการซ่อมบำรุง

รฟฟท. มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพของการเดินรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุงรักษา (Maintenance Performance) ให้มีมาตรฐานตามระบบมาตรฐาน ISO 9001:2015 และข้อกำหนดในการปฏิบัติงานที่ชัดเจน สามารถติดตาม ปรับปรุงและพัฒนากระบวนงานได้ โดยมีวัตถุประสงค์ให้สามารถใช้ขบวนรถไฟฟ้าที่มีอยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพพร้อมทั้งลดต้นทุนและเพิ่มความน่าเชื่อถือในการให้บริการเดินรถไฟฟ้า

รวมทั้งจัดทำมาตรฐานการดาเนินงานที่เป็นการบูรณาการร่วมกันของทุกฝ่ายงานในองค์กร อย่างเช่น ปรับปรุงกระบวนงานด้านต่างๆ จัดซื้อจัดจ้างให้มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่  โดยดำเนินการให้มีการจัดทำแผนซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน  (Preventive Maintenance) ให้ได้อย่างเป็นรูปธรรมในการติดตาม ประเมิน และปรับปรุงการดำเนินงาน เพื่อยกระดับความสามารถในการ ซ่อมบำรุง ให้มีประสิทธิภาพที่เทียบเคียงได้กับผู้ให้บริการเดินรถไฟฟ้ารายอื่นๆของประเทศ

ยุทธศาสตร์ที่ 4 การสร้างความผูกพันกับลูกค้า

รฟฟท. ให้ความสำคัญกับความต้องการและความคาดหวังของผู้ใช้บริการ ซึ่งจะมีการสำรวจ เพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับผู้ใช้บริการ และนำมาสรุปผลเป็นข้อเสนอแนะเพื่อนามาปรับปรุงการดำเนินงานของ องค์กร โดยการสำรวจจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการยกระดับการให้บริการ การปรับปรุงด้านการตลาดและกระบวนการทางาน รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าอย่างเหมาะสม โดยในปัจจุบัน รฟฟท. มีการวางแผนและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แบบครบวงจร รวมถึงมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเพื่อบริหาร ความสัมพันธ์อันดีต่อผู้ใช้บริการในระบบรถไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง และมีแผนการสร้างประสบการณ์ที่ดีในการใช้ บริการโครงการระบบรถไฟฟ้าชานเมือง (สายสีแดง)

โดยมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้บริการ สำหรับมุมมองด้านการปฏิบัติการสถานี โดยมีโครงการ Smart Image & Smile Station เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ พนักงานที่ต้องปฏิบัติงานกับผู้โดยสาร ทั้งนายสถานี เจ้าหน้าที่ประจาสถานี พนักงานควบคุมรถไฟฟ้า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแม่บ้านสร้างความประทับใจให้แก่ผู้โดยสารในมุมของด้านการตลาดเช่นการ จัดทำโปรโมชั่นหรือการมอบสิทธิพิเศษส่วนลดต่างๆ ให้แก่ผู้โดยสาร ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในสถานที่ ให้บริการของ รฟฟท. (บนสถานี และบนรถไฟฟ้า) ด้านการสื่อสาร และการให้บริการของพนักงาน ซึ่งจะช่วย บรรเทาความไม่พึงพอใจจากการใช้บริการในบางประเด็นได้ อีกทั้งยังเป็นการรักษา เพิ่มระดับความพึงพอใจ และความผูกพันในการใช้บริการกับ รฟฟท. ต่อไป

ยุทธศาสตร์ที่ 5 ยกระดับการบริหารและศักยภาพของทุนมนุษย์

รฟฟท. มุ่งเน้นการบริหารทุนมนุษย์ในด้านกลยุทธ์มากขึ้น (Strategic Human Resource Management) ซึ่งจะพัฒนา ระบบการบริหารคนให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย โดยให้ความสำคัญกับ กลุ่มบุคลากรที่เป็น Key Instructor (KI) เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมบุคลากรให้พร้อมรองรับการ ดำเนินงานในอนาคต และเพื่อให้พนักงานในตำแหน่งงานนั้น ๆ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและ สอดคล้องกับทิศทางการดำเนินงาน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ และกลยุทธ์ขององค์กรเข้ากับการบริหารทรัพยากรบุคคล รวมถึงการประเมินสมรรถนะของบุคลากร (Competency Gap Analysis) และนำไปสู่การพัฒนาบุคลากรที่เหมาะสมต่อไป

ทั้งนี้ รฟฟท. มีแผนการ ยกระดับบุคลากร  ซึ่งเป็นการพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่ม Key man ในระบบราง เป็นการทำ MOU ร่วมกันกับหลายสถาบันการศึกษาทั้งมหาวิทยาลัย และวิทยาลัยเทคนิคต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยศรีปทุม สถาบัน เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เป็นต้น โดยให้ รฟฟท. เป็นวิทยากรสอนทฤษฎีและการปฏิบัติงานใน สถานที่จริงในโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านพื้นฐานระบบราง การซ่อมบำรุงช่วงล่างรถไฟฟ้า พื้นฐานระบบ อาณัติสัญญาณรถไฟฟ้า ด้านปฏิบัติการเดินรถไฟฟ้า และด้านความปลอดภัย เพื่อให้นักศึกษาได้มี ประสบการณ์ ได้แลกเปลี่ยนความรู้หรือมุมมองจากบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านรถไฟฟ้ามากขึ้น

ยุทธศาสตร์ที่ 6 ส่งเสริมและพัฒนาขีดความสามารถด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

รฟฟท. เห็นว่าเทคโนโลยีดิจิทัลจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงานมากขึ้น เพื่อสนับสนุน การทำงานให้มีความคล่องตัว รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพ และประสิทธิผลขององค์กร รฟฟท. จึงมุ่งเน้นการ พัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology) ให้มีมาตรฐานและมีความมั่นคง ปลอดภัยรองรับการเติบโตของธุรกิจ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาและปรับปรุงฐานข้อมูลขององค์กรเพื่อนาไปสู่การ วิเคราะห์และการบริหารจัดการ โดยองค์กรมีการจัดทำแผนปฏิบัติการดิจิทัล  ของรฟฟท. ระยะ 3 ปี (พ.ศ. 256 – 2567 ) เพื่อศึกษาวิเคราะห์กฎหมายแผนยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องและมีความเชื่อมโยงกับการจัดทำแผนแม่บทดิจิทัล อีกทั้งยังศึกษาแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอนาคต (Technology Trend) ภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber Risk)  เทคโนโลยีและรูปแบบการให้บริการเดินรถไฟฟ้า ความเสี่ยงด้าน ปฏิบัติการ IT (IT Operation Risk) และปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อ รฟฟท. โดยการเพิ่มช่องทางการติดต่อสื่อสาร  เพื่อให้เข้าถึงประชาชนผู้ใช้บริการมากที่สุด

“นอกจากนั้นเพื่อเป็นการยกระดับ และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ แก่ผู้โดยสารให้มากยิ่งขึ้น บริษัทจึงเพิ่มช่องทางการติดต่อและติดตามข่าวสาร ในสื่อสังคมออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม  ทั้งนี้เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้โดยสารมากที่สุด ซึ่งผู้โดยสารสามารถติดต่อ และติดตามข่าวสารของบริษัทได้ ทั้งช่องทาง Facebook , Twitter , Instagram Youtube , Tiktok ในชื่อ “RED Line SRTET” และทางส่วนงานลูกค้าสัมพันธ์ Call Center หมายเลข 1690 โดยจะมีเจ้าหน้าที่รับข้อมูลและเสนอแนะปัญหาในการใช้บริการ  รวมทั้งให้ข้อมูลการใช้บริการแก่ผู้โดยสารอย่างรวดเร็วตลอด 24 ชั่วโมง”

แอน จักรพงษ์ รับบทพิธีกรรายการแฟชั่นระดับโลก “Project Runway Thailand” ยอมรับตื่นเต้นและทุ่มทุนสร้างโปรดักชั่นอลังการ

 

ช่อง JKN18 ภายใต้การนำของ “แอน จักรพงษ์” หรือคุณจักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ซีอีโอใหญ่แห่ง JKN Group ที่เพิ่งได้รับรางวัลใหญ่ระดับประเทศอย่าง Women of the year 2022 มานั้น หวือหวาและมาแรงมากดูได้จากกระแสเรตติ้งของช่องที่ทะยานไต่อันดับขึ้นมาเรื่อยๆ และดูแนวโน้มว่าในปีนี้น่าจะติด Ranking 10 อันดับแรกของช่องทีวีไทยที่คนดูนิยมได้อย่างไม่ยาก จากการที่ช่องเริ่มปรับโฉมใหม่เปิดตัวรายการที่หลากหลายรูปแบบมากขึ้นเสริฟลงจอเพิ่มอรรถรสให้ผู้ชมทุกเพศทุกวัย และงานนี้ “แอน จักรพงษ์” ก็ขอชิมรางอีกหนึ่งบทบาทใหม่ที่สำคัญใน “พิธีกรและผู้ประกาศข่าว” ทั้งกลุ่มข่าวสารบ้านเมือง ข่าวธุรกิจ ได้แก่ “พลิกทันโลก” (The News with ANNE JKN), “ผ่าธุรกิจเงินล้าน” (Managing Thailand) รวมไปถึงล่าสุดกับรายการแฟชั่นชื่อดังระดับโลก “Project Runway Thailand” ที่ JKN18 คว้าลิขสิทธิ์มาผลิตในเวอร์ชั่นไทยเป็นที่แรก 

Judge “แพง-ขวัญข้าว เศวตวิมล” และ “เอก ทองประเสริฐ”

ความคืบหน้ารายงานจากกองถ่ายทำว่ารายการได้ถ่ายทำไปแล้วหลายตอน พร้อมกับสร้างเซอร์ไพร์สดึงคนดังมาร่วมเป็นแขกรับเชิญคับคั่งและเพิ่มสีสันด้วย Judge อย่าง “เอก ทองประเสริฐ” ดีไซเนอร์ชื่อดังเจ้าของรางวัลระดับโลกผู้ก่อตั้งแบรนด์ Ek Thongprasert และ “แพง-ขวัญข้าว เศวตวิมล” ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์เสื้อผ้า Kwankao มาทำให้รายการนั้นดุเดือดและกดดัน ดราม่า บีบหัวใจคนดูกันสุดๆ และยังมี “ธรณ ชัชวาลวงศ์” ดีไซน์เนอร์แนวหน้าของไทยเจ้าของแบรนด์ Town C เข้ามาเป็น Mentor ในรายการ ด้าน “แอน จักรพงษ์” ก็เผยความในใจกับบทบาทใหม่นี้ว่า “ตื่นเต้น สนุก และลุ้นตัวโก่งมาก บอกเลยว่ารายการนี้ไม่ทำให้คนดูผิดหวังแน่นอน เตรียมกดรีโมทเฝ้าที่หน้าจอช่อง JKN18 ไว้ได้เลย พบกันวันที่ 7 พฤษภาคม 65 นี้”

บรรยากาศการถ่ายทำเพื่อเรียกน้ำย่อยในเทปแรก “แอน จักรพงษ์” ทุ่มเทกับการเปิดกล้องด้วยความปังตระการตา งานนี้บุกถึงวัดอรุณราชวรารามราชวรวิหาร และยังลุยถ่ายทำล่องเรือกลางแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยเรือสปีดโบ๊ต ถึงแม้ว่าสภาพอากาศจะร้อนระอุเพียงใดก็เอาอยู่ เทคเดียวผ่านทุกฉาก สำหรับใครที่อยากติดตามความเคลื่อนไหวของรายการแบบเรียลไทม์ แนะนำให้ตามไปส่องโซเชียลมีเดียส่วนตัวของ “แอน จักรพงษ์” เพราะเพียงแค่อัพเดทการถ่ายทำในเทปแรกก็ได้รับกระแสตอบรับจากเหล่าแฟนคลับของเธอที่เข้ามาชมคลิปใน TikTok รวมแล้วกว่า 10 ล้านวิว

ย้ำอีกครั้งรายการ Project Runway Thailand เตรียมออกอากาศให้ได้ชมพร้อมกันทั้งประเทศที่ทางช่อง JKN18 วันที่ 7 พฤษภาคม 65 นี้ !!

ติดตามความปังของ Project Runway Thailand ได้ที่

Facebook: www.facebook.com/ProjectRunwayThailand

Instagram: www.instagram.com/projectrunwaythailand

TikTok: www.tiktok.com/@projectrunwayth

YouTube: www.youtube.com/channel/UC0MImhcwfMZv39jKkpjOS6Q

ขอบคุณคลิปจาก:

https://vt.tiktok.com/ZSdL33rns/

https://vt.tiktok.com/ZSdL3pFhJ/

https://vt.tiktok.com/ZSdLTdhQ8/

#JKNGROUP #ANNEJAKRAJUTATIP #ANNEJKN #JKN18 #PROJECTRUNWAYTHAILAND

GAC AION ขนที่สุดของซูเปอร์คาร์รถไฟฟ้า Hyper SSR ขุมพลัง 1,225 แรงม้า 0-100 กม.ต่อชั่วโมง ภายในเวลา 1.9 วินาที ให้ผู้ขับได้สัมผัสแรงกระชากในระดับ 1.7 G ในงาน Motor Expo 30 นี้

                 GAC AION  มาเหนือเมฆขนขุมพลังแห่งรถไฟฟ้า 100% ระดับไฮเอน Hyper SSR ด้วยขุมพลัง 1,225 แรงม้า 0-100 กม. ต่อชั่วโมง ภายในเวลา ...